ถึงศาลายาโหยหาสมุนไพรยุคประเทศไทย 4.0

y4310

วันหยุดสุดสัปดาห์ในยุคสมัยที่บ้านเรากำลังก้าวเข้าสู่โมเดลประเทศไทย 4.0 ที่จะชับเคลื่อนเศรษฐกิจกันทุกภาคส่วนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดที่สร้างสรรค์ ถ้าจะอยู่บ้านเฉย ๆ ก็เบื่อ ไม่อยากปล่อยวันเวลาให้ผ่านเปล่า ๆ ก็เลยหาเรื่องและสถานที่ออกไปเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศและอารมณ์ เลือกได้เป็นแถว ๆ ศาลายา ซึ่งเป็นชื่อตำบลอยู่ในอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ขึ้นชื่อว่าศาลายาไปแล้วก็ต้องมีเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องยา ๆ ให้ได้เดินดู ถึงจะเป็นเรื่องของยาแผนไทยโบราณหรือพวกพืชยาสมุนไพร ก็เป็นอะไรที่ชวนให้ไปเดินดูหาความรู้ได้อยู่ไม่น้อย ที่สำคัญคือไปแล้วไม่ต้องเสียสตางค์อะไร นอกจากค่าน้ำมันรถที่ขับไป เสียดายที่ดูเหมือนจะเปิดให้เข้าชมแบบไม่มีค่าใช้จ่ายนี้ถึงแค่สิ้นเดือนมีนาคม 2560 นี่ถ้าจะต่ออายุของฟรีเป็นวิทยาทานไปอีกสักหลาย ๆ เดือนก็น่าจะเหมาะ หรือเอาไว้ค่อยเก็บกันตอนเปิดให้บริการครบทุกส่วนแล้วก็ยิ่งเช้าที

y4309

y4308

สถานที่ที่ว่านี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ ซึ่งอยู่ภายในบริเวณมหาวิทยาลัยมหิดลที่ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เข้าจากทางประตู 1 ด้านถนนบรมราชชนนีก็สะดวก ตรงเข้าไปประมาณ 450 เมตร แล้วก็เลี้ยวซ้ายอีกประมาณ 200 เมตรก็ถึง หรือจะไปเข้าจากทางประตู 2 ด้านถนนพุทธมณฑลสาย 4 ก็ตรงเข้าไปอย่างเดียวเลยตามถนนผสานเทศไทยประมาณ 700 เมตร ซ้ายมือมีที่ให้จอดรถได้อย่างเป็นที่เป็นทาง

y4307

y4306

ชื่อเรียกศาลายานี้มีที่มาตั้งแต่เมื่อมีการขุดคลองมหาสวัสดิ์ขึ้นเมื่อปี 2403 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เพื่อเชื่อมเส้นทางการเดินทางระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำนครชัยศรี คลองนี้มีความยาว 684 เส้น หรือประมาณ 27 กม. กว่าๆ เมื่อขุดคลองเสร็จแล้วทางราชการได้มีการสร้างศาลาที่พักอาศัยไว้ริมคลองทุก ๆ 100 เส้น หรือ 4 กม. ซึ่งแต่ละศาลาก็จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป มีอยู่ศาลาหนึ่งที่สร้างแล้วได้มีโอกาสใช้งานในการปลงศพก็เลยเรียกกันว่าศาลาทำศพ ซึ่งอาจจะฟังดูไม่ค่อยไพเราะหู ตอนหลังก็เลยเปลี่ยนชื่อเรียกมาเป็นศาลาธรรมสพน์แทน ส่วนศาลาที่อยู่ช่วงระหว่างกลางตามความยาวของคลองนั้น ได้มีการจารึกตำรายาไทยโบราณใส่แผ่นกระดาษติดไว้ที่ศาลาเพื่อเป็นวิทยาทาน ก็เลยมีชื่อเรียกศาลาแห่งนั้นว่าศาลายา ศาลาเหล่านี้น่าจะถูกรื้อหายไปตั้งแต่เมื่อครั้งที่มีการใช้เรือขุดทำการขุดลอกคลองมหาสวัสดิ์เมื่อปี 2490

y4305

สำหรับอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาตินี้ไปแล้วมีที่ให้เดินหาความรู้ทั้งในส่วนของพิพิธภัณฑ์พืชและธรรมชาติวิทยาซึ่งอยู่ในร่ม กับอุทยานสมุนไพรซึ่งอยู่กลางแจ้งแบบที่ไม่ต้องเสียเงินอะไร วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ก็เปิดให้เข้าชม แต่ถ้าเป็นวันทำงานดูเหมือนจะหยุดให้บริการในวันจันทร์ ตอนนี้ยังเปิดให้บริการเข้าชมได้ไม่ครบทุกพื้นที่ ซึ่งถ้าเสร็จสมบูรณ์แล้วก็จะมีที่ให้เดินมากถึง 7 ลาน 7 อาคาร แต่วันที่ไปได้เดินอยู่แค่ 1 อาคารกับ 1 ลาน ก็รู้สึกว่าพอประมาณแก่กายสังขารแล้ว เดินกลางแดดเปรี้ยงปร้างอย่างนี้ติดร่มไปช่วยให้ร่มเงาด้วยก็ดี

y4304

y4303

อาคารที่เดินก็คืออาคารที่มีชื่อเรียกว่าอาคารใบไม้สามใบ ตรงโถงกลางจัดบอร์ดนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวของ “พรรณไม้พระราชทานนาม” ซึ่งจะมีรูปและเรื่องของพรรณไม้ต่าง ๆ ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานนามไว้อย่างไพเราะ

y4302

y4301

มีอยู่ไม่กี่พรรณไม้ที่พอจะเคยคุ้นชื่อและพอจะได้เคยเห็นของจริงมาบ้างแล้ว แต่ก็มียังอีกหลายพรรณไม้ที่ไม่เคยได้ยินชื่อและเคยได้เห็นมาก่อน อย่างต้นกระดุมเงินที่พระราชทานนามว่า “มณีเทวา” และต้นสาหร่ายดอกเหลืองที่พระราชทานนามว่า “สร้อยสุวรรณา”

y4300

y4299

ต้นหญ้าฝอยเล็กที่พระราชทานนามว่า “ทิพเกสร” ไม้ล้มลุกอย่างต้นหญ้าหนวดเสือที่พระราชทานนามว่า “สรัสจันทร” หรืออย่างกล้วยไม้เอื้องผีพรายที่พระราชทานนามว่า “นิมมานรดี” เป็นเพียงบางตัวอย่างพรรณไม้ที่ไม่เคยรู้จักชื่อและหน้าตามาก่อน ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นของการมาเดินหาความรู้ใส่ตัวที่ชวนให้น่าสนใจยิ่งนัก

y4298

ไปถึงตอนเที่ยงวันพอดี เห็นแดดตอนเริ่มเข้าสู่หน้าร้อนของบ้านเราแล้ว ก็เลยเลือกเส้นทางเดินดูภายในอาคารใบไม้สามใบนี้ก่อน ซึ่งน่าจะถูกกาละเทศะมากกว่าที่จะออกไปเดินดูลานนานาสมุนไพรที่อยู่กลางแจ้ง ขึ้นต้นเส้นทางเดินในตัวอาคารนี้ก็เริ่มสะดุดตาและใจชวนให้คิดกับป้ายข้อความที่ว่า “ไม่มีพืชใดไม่เป็นยา” หรือ “All plants are medicine.” ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นเพียงคำพูดลอย ๆ ที่แค่อยากจะทำให้ดูโลกสวย แต่เนื้อหาที่นำมาบอกเล่าไว้ตลอดสองข้างทางเดินนั้นเป็นสิ่งที่พอจะบ่งบอกยืนยันได้ว่า “พืชทุกชนิดมีสรรพคุณเป็นยา ไม่เว้นแม้แต่หญ้าสักต้นเดียว”

y4297

y4296

การบอกเล่าเรื่องราวของพืชสมุนไพรได้แยกไปตามแหล่งประเภทของป่าที่จะไปหาเจอได้ อย่างกลุ่มป่าผลัดใบก็แยกออกเป็น “ป่าเบญจพรรณ” ที่คำว่า“เบญจะ” มาจากพรรณไม้สำคัญ 5 ชนิด คือ ไม้สัก ไม้มะค่า ไม้แดง ไม้ประดู่ และไม้ชิงชัน ตามมาด้วย “ป่าเต็งรัง” และ“ป่าหญ้า”

y4295

y4294

ส่วนกลุ่มป่าไม่ผลัดใบก็มีตั้งแต่“ป่าดิบชื้น”ที่อยู่ในพื้นที่ต่ำ ๆ หน่อย สูงขึ้นไปก็เป็น“ป่าดิบแล้ง” อยู่สูงขึ้นไปแบบสุด ๆ ก็เป็น“ป่าดิบเขา” ซึ่งแต่ละป่าก็มีพืชสมุนไพรให้เก็บเอามาทำเป็นยากันได้ทั้งนั้น

y4293

y4292

กลุ่มป่าไม่ผลัดใบยังมีอีกหลายป่า อย่าง“ป่าสน”ที่มักจะขึ้นอยู่ตามสันเขาที่ค่อนข้างจะแห้งแล้งหน่อย ป่าตามพื้นที่ลุ่มอย่าง “ป่าพรุ” พื้นที่ถัดลงต่ำน้ำทะเลท่วมถึงก็เป็น “ป่าชายเลน” และสุดท้ายก็เป็น“ป่าชายหาด” นอกจากจะได้รู้จักพืชสมุนไพรแล้ว ก็ยังได้รู้ว่าเขาจำแนกประเภทของป่ากันอย่างไรด้วย

y4291

y4290

มีตัวอย่างของพืชสมุนไพรจัดแสดงไว้ให้ดูด้วยพร้อมบ่งบอกสรรพคุณทางยาเอาไว้ให้เป็นความรู้ หลายชนิดก็ไม่เคยเห็นหรือรู้จักหน้าตามาก่อน ได้เห็นกับตาแล้วก็ยังจดจำแยกแยะลักษณะไม่ได้สักเท่าไร ใบไม้ใบไหน ๆ ก็ดูว่าคล้าย ๆ กันไปทั้งหมดนั่นแหละ กินไปกินมาเดี๋ยวก็จะผิดสรรพคุณไป อย่างรากระย่อมน้อยที่ว่ามีสรรพคุณในทางแก้ไข้ ช่วยเรื่องนอนหลับ ลดความดันโลหิต แล้วยังช่วยแก้บ้าคลั่งได้ด้วย แต่อยากจะให้ออกฤทธิ์อ่อน ๆ เอามากินแก้อาการ“ติ่ง”ที่เป็นติ่งนู่นติ่งนี่อยู่ ไม่รู้ว่าพอจะได้หรือเปล่า

y4289

y4288

อันไหนถ้าไม่มีของตัวอย่างก็จะมีรูปถ่ายไว้ให้ดู อย่าง“รางแดง”พอจะคุ้นเคยอยู่บ้าง เพราะเห็นมีคนเอาใบมาทำเป็นชารางแดงขายไว้ให้ชงน้ำดื่มกันเยอะไปหมด แบบที่สกัดเอามาบรรจุใส่เป็นเม็ดแคปซูลก็เหมือนจะเคยเห็นอยู่ สรรพคุณจะมากน้อยแค่ไหนนั้นถ้าจะฟังหูไว้หูก็คงจะไม่เสียหายอะไร อย่างน้อยก็ยังไม่ได้เสียสตางค์ มาเดินเล่นที่นี่ก็น่าจะพอมีความรู้ติดตัวกลับไปบ้านบ้างแหละ อย่างต้น“เฉียงพร้านางแอ”ที่ดูจะไม่คุ้นเอาเสียเลย แค่ชื่อเรียกก็ชวนงงอยู่หลายตลบ แต่คนในแวดวงพืชสมุนไพรก็น่าจะคุ้นกับการเอามาใช้แก้ไข้แก้พิษร้อนกัน ชื่อเรียกบางทีก็มีผิดเพี้ยนไปบ้างตามแต่ละสำเนียงถิ่น อย่าง“เฉียงพร้า”ก็ดูเหมือนจะมีเรียก“เขียงพร้า” และ“เขียงฟ้า” อยู่ด้วยเหมือนกัน

y4287

y4286

ไม่ได้เก็บภาพมาเล่าได้ละเอียดทั้งหมดหรอก ความขยันและความสามารถคงไม่ถึงระดับชั้น ก็เลยขอหยิบนำมาเล่าสู่กันฟังแบบพอหอมปากหอมคอก็แล้วกัน อย่างต้น“หญ้ายายเภา” ที่ดูเหมือนจะมีเชื้อสายมาทางพวกเฟิร์น แต่ก็มีหลายถิ่นที่เรียกชื่อขึ้นต้นว่า“กูด” ที่เรียกชื่อได้ลึกล้ำไปกว่านั้นก็ยังมีอีก ต้องขอโทษก่อนไม่ใช่ว่าจะเล่าทะลึ่ง แต่ก็อาจจะเป็นภูมิปัญญาคิดที่มองอะไรได้ลึกซึ้ง ก็คือมีบางถิ่นที่เรียกว่าต้นหมอยแม่ม่ายบ้าง หรือต้นหมอยยายชีบ้าง สรรพคุณของใบนั้นนิยมเอามาขยี้ใส่แผลสดช่วยห้ามเลือดและช่วยให้แผลแห้งหายเร็วขึ้น รากและส่วนที่อยู่ใต้ดินก็เอามาต้มเป็นยาดื่ม อีกสักต้นอย่าง“สะค้าน” เรียกชื่อให้ดูเป็นพวกนักต่อต้านหน่อยก็ว่า“จะค้าน” เถาเอามาใช้ทำเป็นยาบำรุงธาตุขับลม ขับแบบสงบเงียบหน่อยก็ค่อยยังชั่ว แต่ขับแบบปู้ดป้าดปล่อยทั้งเสียงและกลิ่นก็น่าจะเป็นการรบกวนคนรอบตัวอยู่ไม่น้อย

y4285

y4284

พืชสมุนไพรที่พอจะคุ้นหน้ามาตั้งแต่เด็ก ก็คุณครูเอา“บอระเพ็ด”มาใช้ลงโทษให้เคี้ยวแทนการลงโทษด้วยการตี เถาบอระเพ็ดนั้นมีสรรพคุณเอามาใช้เป็นยาขม ส่วนสรรพคุณในการเอามาใช้ลงโทษก็คือทำให้เป็นผู้เป็นคนมาจนทุกวันนี้ ความขมของบอระเพ็ดนั้นยังใช้แก้เด็กที่ไม่ยอมหย่านมแม่ได้ด้วยการเอาบอระเพ็ดมามาที่หัวนมก่อนให้ดูด คนแต่ก่อนที่รู้ทางจะใช้เคี้ยวมะเขือพวงเข้าไปก่อนบอระเพ็ดเพื่อแก้ขม พืชสมุนไพรอีกอย่างที่ดูจะคุ้นเคยก็คือ“มะเกลือ”ที่ผลมีสรรพคุณเป็นยาขับพยาธิ แต่ต้องใช้ลูกสดใหม่ตำคั้นน้ำแล้วดื่มทันที เพราะถ้าทิ้งไว้จะออกฤทธิ์เป็นพิษ ผลมะเกลือยังเอามาตำกรองน้ำใช้ย้อมผ้าให้เป็นสีดำมันได้ดีด้วย แต่ก็คงจะยุ่งยากและเสียเวลาก็เลยไม่ค่อยเป็นที่สะดวกนิยมกันนัก

y4283

y4282

“เหงือกปลาหมอ”พืชสมุนไพรจากป่าชายเลนที่มีสรรพคุณเป็นยาทั้งใบ ต้น ผล เมล็ด และราก โดยเฉพาะใบนั้นถ้าเอามาโขลกคั้นน้ำใช้ทาหนังศีรษะก็ว่ามีสรรพคุณในการบำรุงรากผมและป้องกันผมร่วง ส่วน“จิกทะเล”พืชสมุนไพรจากป่าชายหาดก็มีสรรพคุณเป็นยาทั้งใบ ผล เปลือก และเมล็ด การใช้พืชสมุนไพรเป็นยาทั้งหลายนี้ก็ควรจะต้องศึกษาเรียนรู้กันอีกมาก คงไม่ง่ายแค่ว่ามีสรรพคุณเป็นยาก็จะเก็บเอามาใช้กินได้เลย ของอย่างนี้อาจเกิดอาการข้างเคียงหรือออกฤทธิ์ยาที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นได้ ปล่อยให้เป็นงานของหมอหรือท่านผู้ที่รู้หลักการในการปรุงยาน่าจะดีกว่า

y4281

y4280

“มะกอกเกลื้อน”ที่เดาจากชื่อเรียกก็ว่าน่าจะเอามาใช้รักษาพวกโรคเกลื้อน แต่เอาเข้าจริงแล้วก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลย เห็นบอกไว้ว่าผลมีสรรพคุณใช้แก้ไอและขับเสมหะ เคยเห็นมีคนเอามาดองหรือทำแช่อิ่มกินกันด้วย อีกพืชสมุนไพรที่ตั้งชื่อเรียกกันตรง ๆ เลยว่า“ระงับพิษ” มีสรรพคุณทางยาทั้งลำต้น ใบ และราก แต่ดูเหมือนจะออกฤทธิ์ในการกระทุ้งพิษไข้ ก่อนที่ร่างกายจะเข้าสู่ช่วงขับพิษออกจากตัวแล้วอาการถึงจะค่อย ๆ ดีขึ้น สำหรับพืชสมุนไพร“กระเช้าผีมด” เคยเห็นต้นของจริงอยู่จะมีหัวสีน้ำตาลเทา ๆ อยู่ตรงโคนต้น ผิวดูตะปุ่มตะป่ำข้างในเป็นรูพรุนก็เลยมีมดมาใช้อยู่อาศัย บางคนก็เรียกว่า“หัวร้อยรู” ซึ่งหัวที่ว่านี้มีสรรพคุณทางยา

y4279

y4278

พืชสมุนไพรชื่อเรียกคำเดียวว่า“ขลู่” ใบตากแห้งต้มน้ำดื่มถูกใช้เป็นยาขับปัสสาวะ น้ำคั้นใบสดใช้ดื่มรักษาโรคริดสีดวงทวาร ส่วนพืชสมุนไพรชื่อเรียกสองคำอย่าง“ดองดึง” ไม้ดอกสวยที่เคยเห็นมีการเอามาใช้จัดกระเช้าดอกไม้กันด้วย แต่ก็มีพิษอยู่ในหลายส่วน เคยมีข่าวเมื่อหลายปีก่อนว่าคนที่เก็บลูกดองดึงมากินแล้วเสียชีวิต อีกคนเอาใบมาต้มน้ำดื่มก็เสียชีวิตเหมือนกัน สำหรับสรรพคุณในทางยานั้นอยู่ที่ส่วนเหง้าและเมล็ด เพราะมีสารโคลชิซิน คนที่เคยมีอาการปวดด้วยโรคเกาต์คงจะรู้จักยาเม็ดแผนปัจจุบันชื่อนี้กันดี

y4277

y4276

“กระโถนฤาษี”พืชสมุนไพรจากป่าดิบชื้น มักจะไปได้เห็นกันตามดอยสูง ดอกสีแดง ๆ มีสรรพคุณทางยาใช้ต้มน้ำดื่มช่วยบำรุงครรภ์ และ“ระฟ้าปู”พืชสมุนไพรจากป่าดิบชื้นเหมือนกัน บางคนก็เรียกว่า“หวายทะนอย” หลายคนเอามาปลูกเป็นไม้ประดับ

y4275

y4274

“เหียง”หรือ“ตะแบง”ไม้ต้นสูงที่มีสรรพคุณทางยาอยู่หลายชิ้นส่วนทั้งใบ ยาง และเปลือกต้น อย่างใบก็ใช้เอามาต้มน้ำผสมเกลือใช้อมแก้ปวดฟัน อีกอันเป็นพืชสมุนไพรจากป่าหญ้า วัชพืชที่มีสรรพคุณทางยาที่พอคุ้นตาอย่าง“สาบเสือ”เพราะเจอได้อยู่ทั่วไป ชื่อเรียกมาจากกลิ่นของต้น ใบ และดอกที่เหมือนจะมีกลิ่นสาบแรง ว่ากันว่าถ้าเข้าป่าแล้วเจอสัตว์ร้ายให้หลบเข้าดงสาบเสือ สัตว์ก็จะไม่ได้กลิ่นคน คงจะเป็นด้วยเหตุผลเรื่องกลิ่นนี้นี่แหละถึงได้เอาใบมาสกัดเอาสารไปทำยาป้องกันและกำจัดแมลง สำหรับสรรพคุณทางยานั้น เอาใบมาตำผสมกับปูนใช้พอกห้ามเลือด ใช้ปิดแผลก็ข่วยสมานแผล รากก็ใช้ต้มน้ำผสมกับรากพืชอย่างอื่นเป็นยาดื่ม

y4273

หลังจากได้เดินเรียนรู้ถึงป่าต่าง ๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิดของพืชสมุนไพรแล้ว ปลายสุดระเบียงทางเดินก่อนเข้าห้องจัดแสดงนิทรรศการ จะมีมุมถ่ายรูปที่บอกเล่าถึงเรื่องราวความเป็นมาของอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ ซึ่งเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวมาตั้งแต่ปี 2524 และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนามสวนสมุนไพรนี้ว่า“สิรีรุกขชาติ” โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2531 ต่อมาเมื่อปี 2553 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถพระราชทานพระราชานุญาตให้เปลี่ยนชื่อจากสวนสมุนไพร“สิรีรุกขชาติ”เป็น”อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ”

y4272

เก็บความรู้มาได้พอประมาณแล้วก็เดินเข้าสู่ห้องจัดแสดงนิทรรศการถาวร “สมุนไพรภูมิปัญญาไทยสู่สากล”

y4271

ห้องจัดแสดงนิทรรศการถาวรเป็นโถงใหญ่ห้องเดียวที่ไม่ได้กว้างขวางอะไรนัก แต่ก็แน่นหนาไปด้วยภูมิความรู้ ถ้าเดินดูแบบไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรมากนักก็น่าจะใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที นิทรรศการแบ่งเป็น 4 โซน เริ่มจากโซนแรกที่ชื่อว่า“ภูมิปัญญาแห่งตะวันออก” เล่าเรื่องศาสตร์การดูแลสุขภาพของคนมาตั้งแต่ยุคก่อกำเนิดมนุษย์โบราณนั่นเลย องค์ความรู้ถูกสั่งสมถ่ายทอดจากคนรุ่นสู่รุ่นจนเกิดเป็นการแพทย์พื้นบ้าน เมื่อถูกนำมาพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ก็เกิดเป็นยาแผนปัจจุบันขึ้น มีการเล่าถึงแพทย์พื้นบ้านของไทยซึ่งก็จะมีหมอที่ชำนาญเฉพาะทางต่าง ๆ องค์ความรู้เกี่ยวกับธาตุเจ้าเรือน และส่วนผสมของธาตุเหล่านี้ในคนแต่ละคนที่ทำให้สภาพร่างกายและอารมณ์ของแต่ละคนแตกต่างกันไป

y4270

โซนที่ 2 ชื่อว่า“เภสัชกรรมแผนไทย” เล่าถึงการรักษาของหมอพื้นบ้านและหมอแผนไทยในอดีตที่ทำหน้าที่เป็นทั้งคนวินิจฉัยโรคและปรุงยารักษาคนป่วยเองด้วย

y4269

y4268

ในการปรุงยานั้นผู้ปรุงจะต้องมีความรู้อยู่ด้วยกัน 4 อย่าง อย่างแรกคือต้องรู้จักชื่อและลักษณะของวัตถุที่จะเอามาใช้ปรุงยา ทั้งพืช สัตว์ และแร่ธาตุต่าง ๆ เพราะของบางอย่างก็มีรูป รส กลิ่น สีคล้าย ๆ กัน อย่างที่สองที่ต้องรู้ก็คือสรรพคุณซึ่งจะสัมพันธ์กับรสของยา เพราะยาแก้ท้องเสียกับยาแก้ท้องผูกจะมีรสที่ต่างกัน อย่างที่สามถัดมาก็ต้องรู้จักการประกอบยาคือการนำวัตถุต่าง ๆ มารวมกันเพื่อปรุงยา อย่างสุดท้ายก็คือเมื่อคิดจะปรุงยาก็ต้องรู้จักวิธีการปรุงตั้งแต่จะใช้ส่วนใดของวัตถุมาทำเป็นยา ต้องแปรสภาพหรือต้องลดทอดฤทธิ์ลงมาก่อนหรือเปล่า สัดส่วนขนาดที่จะนำมาใช้ และจะปรุงยาด้วยวิธีการอย่างไร ซึ่งตรงบริเวณกลางห้องโถงนี้ได้จัดโต๊ะแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับความรู้ต่าง ๆ ที่พูดถึงนี้ไว้

y4267

y4266

ชิ้นส่วนแบบแห้งของพืชสมุนไพรที่นำมาใช้เป็นยา จับแยกใส่โหลแก้วใสไว้ให้เห็นกันชัด ๆ ว่าเป็นส่วนใดและมาจากพืชชนิดใด อย่างเช่น แก่น เปลือก ผล เมล็ด ดอก ยาง ราก และเหง้า

y4265

y4264

เห็นแล้วชวนให้นึกย้อนยุคกลับไปถึงยุคสมัยก่อนนั้นที่หมอยาจะต้องเข้าป่าไปหาเก็บสมุนไพรที่จะต้องใช้เอามาล้างให้สะอาด แล้วตากแห้งเก็บรักษาไว้ใช้เมื่อถึงคราวจำเป็นเมื่อมีคนเจ็บป่วยมาให้ตรวจรักษา

y4263

พืชสมุนไพรแบบสดที่นำมาใช้เป็นยา อย่างเช่น ฟ้าทะลายโจร เหงือกปลาหมอ ชุมเห็ดเทศ เปล้าน้อย หญ้าหนวดแมว พลู ช้าพลู ผักบุ้งทะเล หญ้าใต้ใบ นึกออกเอามาเล่าได้แค่นี้แหละ จำมาไม่หวาดไม่ไหว ซึ่งหลายต้นก็มีปลูกไว้ที่บ้านเหมือนกันก็เลยพอจะนึกออกว่าเห็นอะไรมาบ้าง

y4262

ส่วนต้นนี้ชื่อฟังดูไม่ค่อยไพเราะหูเท่าไร เพราะชื่อว่าต้น“เสนียด” แต่ใบและดอกมีสรรพคุณเป็นยา มีสารที่ออกฤทธิ์ขยายหลอดลมและละลายเสมหะ

y4261

y4260

วัตถุที่เอามาใช้เป็นยาซึ่งได้จากสัตว์ก็มีให้ดู อย่างน้ำมันชะมดเช็ดที่ได้จากต่อมกลิ่นของตัวชะมดซึ่งมีกลิ่นคาวรุนแรงมาก ต้องเอาไปผ่านกรรมวิธีผสมปรับปรุงกลิ่นก่อนที่จะเอามาใช้ สมุนไพรชะมดเช็ดเป็นคนละอย่างกับสมุนไพรชะมดเชียงซึ่งได้จากต่อมกลิ่นของกวางชะมด ชะมดเชียงจะมีกลิ่นหอมกว่า หาได้ยากกว่า จึงมีราคาแพงกว่า แต่สรรพคุณก็คงคล้าย ๆ กัน วัตถุจากสัตว์อีกอย่างที่นิยมเอามาใช้ปรุงประกอบยาก็คือน้ำผึ้ง ซึ่งก็น่าจะเป็นที่รู้จักคุ้นเคยกันดี

y4259

y4258

ตำราแพทย์แผนไทยมีการนำหอยมาใช้เป็นเครื่องยาด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะใช้เปลือกหอยมากกว่าที่จะใช้เนื้อหอย สรรพคุณในทางยาของเปลือกหอยก็ว่ามีแตกต่างกันไปตามชนิดของหอย แต่ก็น่าจะคล้าย ๆ กัน ที่จัดแสดงไว้ให้ดูก็มี หอยมุก หอยอีรมหรือหอยนางรม หอยสังข์ หอยพิมพการังที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่าหอยพิม หอยตาวัวน้ำลึก หอยจุ๊บแจง หอยแครง หอยกาบ หอยโข่ง และหอยขม ซึ่งก็ยังมีการใช้หอยเอามาทำยากันมากกว่านี้ สำหรับวัตถุธาตุจำพวกแร่ธาตุที่มีสรรพคุณเป็นยาก็มีตัวอย่างจัดไว้ให้ดู เช่น กำมะถัน ดินสอพอง เกลือเม็ด สารส้ม และดีเกลือ

y4257

y4256

จบจากโต๊ะนิทรรศการกลางโถงก็ไปเดินดูตามผนังข้างฝาต่อ ซึ่งเนื้อหาก็ยังอยู่ในโซนที่ 2 เรื่อง“เภสัชกรรมแผนไทย”โดยบอกเล่าถึงความรู้อย่างที่ 3 ที่ผู้ปรุงจะต้องมีความรู้ก็คือ ต้องรู้จักการประกอบยาคือการนำวัตถุต่าง ๆ มารวมกันเพื่อปรุงยา ของที่นำมาปรุงรวมกันก็ควรต้องมีฤทธิ์ช่วยเสริมไปในทางเดียวกัน ซึ่งก็มีคำเรียกว่า“พิกัดยา”

y4255

y4254

อย่างสุดท้ายที่คนปรุงยาจะต้องรู้ก็คือวิธีการปรุงตั้งแต่จะใช้ส่วนใดของวัตถุมาทำเป็นยา สัดส่วนปริมาณหรือขนาดที่จะนำมาใช้ ซึ่งก็มีการเล่าถึงมาตราชั่ง ตวง วัด แบบโบราณของไทย ซึ่งถ้าไม่มีเครื่องมืออะไร ก็ใช้หน่วยวัดกันแบบ หยิบมือ กำมือ ฝ่ามือ กอบมือ ต่อจากนั้นก็เล่าถึงวิธีการปรุงยาแบบแพทย์แผนไทยที่นิยมใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ถ้าเป็นยากินก็จะมีเป็น ยาต้ม ยาชง ยาดอง ยาเม็ดพิมพ์ ยาลูกกลอน แต่ถ้าเป็นยาใช้ภายนอกก็จะมี ยาพอก ลูกประคบ และน้ำมันสำหรับนวด

y4253

y4179

มีการนำเครื่องมือที่ใช้ในการปรุงยามาจัดแสดงไว้ให้ดูด้วย ตั้งแต่ตำรายาแบบโบราณกันนั่นเลย เครื่องชั่งน้ำหนักยาที่ไม่ค่อยได้เห็นกันแล้ว เดี๋ยวนี้อะไร ๆ ก็ต้องเป็นดิจิตัล

y4251

มีดหั่นยาที่ติดอยู่กับแท่นเพื่อให้หั่นสมุนไพรได้สะดวกมือ เพราะสมุนไพรแห้ง ๆ แข็ง ๆ เข้าคงจะไม่ได้หั่นกันง่าย ๆ

y4250

y4249

เครื่องบดยาซึ่งประกอบด้วยรางเหล็กกับลูกกลิ้งใช้บดสมุนไพรให้เป็นผง แต่ถ้าสมุนไพรที่บดแล้วยังไม่ละเอียดพอที่จะเอาไปใช้ทำยาเม็ด ก็จะเอาไปบดซ้ำอีกครั้งด้วยหินบดยาซึ่งประกอบด้วยแท่นหินและลูกบด โดยคนบดจะกดลูกบดกลิ้งบดไปบดมา นอกจากจะทำให้ยาเป็นผงละเอียดมากขึ้นแล้ว ก็ยังช่วยให้ยาที่เอามาผสมปนกันหลายชนิดนั้นรวมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันด้วย

y4248

y4247

หม้อต้มยาที่ใช้ปรุงยาต้ม ตอกไม้ไผ่ที่หักขัดไขว้กันทำเป็นมุมปักอยู่บนใบตองปิดปากหม้อมีชื่อเรียกเฉพาะว่า“เฉลว” บางถิ่นก็ออกสำเนียงว่า“ฉลิว” เพื่อแสดงให้รู้ว่ายาหม้อนี้ปรุงเสร็จแล้วอย่าใส่เติมอะไรลงไปอีก หรือไม่ก็มีการลงคาถาเอาไว้ที่เฉลวด้วย ถ้าเป็นเฉลว 3 แฉกก็ลงอักขระ มะ อะ อุ 5 แฉกลงอักขระพระเจ้า 5 พระองค์คือนะโมพุทธายะ ส่วน 8 แฉกลงอักขระที่เรียกว่าอิติปิโสแปดทิศ ซึ่งเฉลวที่ว่านี้ก็มีการนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของวิชาชีพเภสัชกรรมของเภสัชกรไทยด้วย

y4246

y4245

เครื่องทำยาลูกกลอน หรือรางกลึงยาที่ใช้ในการประกอบยาลูกลอน และเครื่องทำยาเม็ดพิมพ์ หรือพิมพ์อัดเปียก ซึ่งทำจากทองเหลือง

y4244

y4243

ขวดโหลดองยาที่ใช้สมุนไพรแห้งดองกับเหล้าโรง และลูกประคบที่ใช้สมุนไพรสดหรือแห้งห่อด้วยผ้ามัดแน่น นำไปนึ่งให้ร้อนแล้วเอามาใช้ประคบบริเวณที่ปวด

y4242

โซนที่ 3 ชื่อ“วิทยาศาตร์พิสูจน์ภูมิปัญญา” บอกเล่าเรื่องราวของการศึกษาวิจัยพืชสมุนไพรทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์สรรพคุณและประสิทธิผลในการรักษา เพื่อพัฒนาต่อยอดให้เป็นผลิตภัณฑ์ยาใหม่ ๆ ต่อไป

y4241

y4240

การวิจัยเพื่อพิสูน์สรรพคุณตามภูมิปัญญาที่มีมา ทดสอบกลไกที่ออกฤทธิ์ในร่างกายและความเป็นพิษของสมุนไพรต่าง ๆ เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจที่จะใช้ยา อย่างเช่นการวิจัยยาหอมนวโกฐ ยาแก้ไข้จันทน์ลีลา ยาแก้ปวดอักเสบโคคลาน และยาสำหรับสตรีวัยทองว่านชักมดลูก

y4239

y4238

เลือกหยิบเอามาเล่าพอให้มีเป็นตัวอย่าง ก็อย่างตำรับยาหอมนวโกฐซึ่งประกอบด้วยสมุนไพรมากถึง 54 ชนิด ซึ่งมีการนำมาจัดแสดงไว้ให้ดูด้วยว่าอะไรมีหน้าตาเป็นอย่างไร

y4237

y4236

มาที่นี่ถึงได้มาเห็นโกฐทั้ง 9 ชนิดหรือที่เรียกว่าพิกัดเนาวโกฐ และเทียนทั้ง 9 ชนิดหรือที่เรียกว่าพิกัดเนาวเทียนสมุนไพรบางตัวที่เคยมีชื่ออยู่ในตำรับยาหอมนวโกฐแต่ตอนหลังได้ถูกถอนออกไปก็คือ“ไคร้เครือ” ซึ่งรวมไปถึงตำรับยาหอมและยาตัวอื่น ๆ ด้วย เนื่องจากมีรายงานการศึกษาพบว่ามีสารที่เป็นพิษและมีสารก่อมะเร็ง สำหรับยาหอมนั้นจัดเป็นยาที่ไม่ได้ใช้สำหรับรักษาอาการเจ็บป่วยโดยตรง แต่เป็นยาที่กินเพื่อปรับสมดุลย์ธาตุในร่างกาย โดยเริ่มจากธาตุลมไปกระตุ้นการทำงานของธาตุน้ำและธาตุไฟ ทำให้สมดุลย์ที่เสียไปปรับสภาพให้กลับคืน กินมากเกินขนาดไปจะทำให้การทำงานของธาตุเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ความสมดุลย์ก็อาจขาด ๆ เกิน ๆ ได้อีก

y4235

y4234

ยังมีการนำเสนอในรูปแบบของหนังสือป๊อปอัพ 3 มิติเรื่อง“กระบวนการผลิตยาสมุนไพร”ได้อย่างน่าสนใจอีกด้วย

y4233

y4232

มาเดินหาเก็บความรู้จากที่นี่เอาติดหัวกลับบ้านไปเป็นอะไรที่ไม่น่าเบื่อ เพราะมีรูปแบบการนำเสนอที่หลากหลาย ถึงจะไม่ตื่นตาตื่นใจมากนักแต่ก็ไม่จำเจซ้ำซาก เนื้อหากระชับแต่ได้ความรู้ มีทั้งของตัวอย่างให้ดู สื่อวิดิทัศน์ และเกมเพื่อการเรียนรู้แบบโต้ตอบได้ที่เรียกว่า Interactive learning

y4178

y4230

โซนที่ 4 สุดท้ายของห้องชื่อ“ย้อนมองภูมิปัญญารักษาสุขภาพ” เชื่อมโยงภูมิปัญญาในเรื่องของสมุนไพรไทยในการดูแลสุขภาพของตัวเอง ด้วยการบอกเล่าให้รู้จักกับพืชสมุนไพรสามัญประจำบ้านอย่าง ฟ้าทะลายโจร ชุมเห็ดเทศ เสลดพังพอน ว่านหางจระเข้ ข่า รางจืด มะแว้งเครือ บัวบก สาบเสือ ผักคราดหัวแหวน ตะไคร้หอม ทับทิม กล้วยน้ำว้า พลู และขมิ้นชัน

y4229

y4228

บอกเล่าเรื่องราวอาหารการกินประเภทพืชผักต่าง ๆ เพื่อปรับสมดุลธาตุของร่างกายให้เหมาะสมกับฤดูกาลทั้งหน้าร้อน หน้าฝน และหน้าหนาว รสผักก็มีส่วนช่วยในการปรับอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ เช่นมีอาการไอก็ปรุงอาหารด้วยผักที่มีรสเปรี้ยว หรือหากท้องเสียก็ใช้ผักที่มีรสฝาด

y4227

y4226

บ้านเราอุดมสมบูรณ์มีพืชผักหลากหลายให้เลือกกินอย่างเหมาะสมตามฤดูกาลได้สบายอยู่แล้ว อย่างหน้าร้อนก็ปรับสมดุลธาตด้วยการกินผักสมุนไพรที่มีรสขม รสเปรี้ยว และรสจืด ถ้าเป็นหน้าฝนก็กินผักที่มีรสเผ็ดร้อนและรสสุขุม พอถึงหน้าหนาวก็กินผักที่มีรสขม รสเผ็ดร้อน และรสเปรี้ยว

y4225

y4177

เดินดูอยู่ในห้องจัดแสดงนิทรรศการคิดว่าน่าจะครบถ้วนสมบูรณ์พอประมาณแล้ว ก็เดินออกประตูอีกด้านหนึ่งของห้องโดยไม่ต้องย้อนกลับเส้นทางเดิม ถึงเวลาที่จะต้องออกไปเดินที่ลานซึ่งมีชื่อเรียกว่า“ลานนานาสมุนไพร” ลานนี้เป็นลานกลางแจ้งซึ่งดูช่างเหมาะเหม็งกับช่วงเวลาที่กำลังจะใช้เดินมาก ดูนาฬิกาบอกเวลาว่าเพิ่งจะเที่ยงสี่สิบห้านาที ดูแดดที่กำลังแผ่ความร้อนอยู่เปรี้ยงป้างแล้วก็ตัดสินใจเดินฝืนสู้ดูสักครั้ง จะรอให้แดดร่มลมตกก็ต้องอีกหลายชั่วโมง

y4223

y4222

ลานนานาสมุนไพรเป็นลานกลางแจ้งที่ปลูกพืชสมุนไพรไว้ใช้เป็นพืชประดับไปในตัว มีการจัดทำป้ายบอกชื่อ และส่วนที่มีสรรพคุณเป็นยาเอาไว้ให้อ่านแบบสั้น ๆ ด้วย ถ้าอยากได้รายละเอียดก็สแกน QR Code แล้วเชื่อมต่อเครือข่ายเข้าไปหาอ่านเพิ่มเติมได้ จึงเป็นการเดินเที่ยวชมห้องสมุดธรรมชาติที่ไม่ต้องมีคนแนะนำพาชมด้วยก็ได้ แต่ก็ยังมีอยู่หลาย ๆ ส่วนที่มองหาป้ายไม่เจออยู่เหมือนกัน หรือแบบว่ามีป้ายแต่ไม่รู้ว่าป้ายเป็นของกลุ่มพืชต้นไหนกันแน่ ก็เลยทำให้ความรู้ขาดวิ่นไปบ้างเล็กน้อยสำหรับคนที่ไม่ค่อยรู้จักต้นพืชอะไรมากนัก

y4221

y4220

มีพืชสมุนไพรให้เดินดูมากมายถ้าขยันเดิน เท่าที่เก็บภาพจำเอามาเล่าได้บ้างคงไม่เยอะนัก อย่างผักปลังที่ดูจากสีต้นและใบ ถ้าเขียวล้วน ๆ ก็เป็นผักปลังขาว ถ้ามีแดงแซมเป็นผักปลังแดง มีสรรพคุณในทางแก้กลากเกลื้อน

y4219

y4218

ต้นเจตมูลเพลิงที่สังเกตดูเอาจากสีดอกว่าถ้าดอกเป็นสีขาวก็เรียกว่าเจตมูลเพลิงขาว ดอกเป็นสีแดงก็เรียกว่าเจตมูลเพลิงแดง มีสรรพคุณใกล้เคียงกันในทางรักษาโรคริดสีดวงทวาร และยาขับประจำเดือน

y4217

y4216

โกฐจุฬาลำพาไทยที่มีสรรพคุณในการบำรุงร่างกาย ใช้เป็นยาถ่าย บำรุงน้ำนม และช่วยย่อยอาหาร กับต้นว่านธรณีสารที่ใบแห้งมีสรรพคุณในการลดไข้ และรักษาแผลในปาก

y4215

y4214

ใบของกาบหอยแครงใหญ่มีสรรพคุณในทางแก้ไอ แก้เจ็บคอ ส่วนเหง้าของว่านน้ำก็ใช้แก้ปวดท้อง ขับลม

y4213

y4212

เหงือกปลาหมอทั้งดอกขาวและดอกม่วงมีสรรพคุณในทางรักษาฝี แก้โรคน้ำเหลืองเสีย และขับพยาธิ

y4211

y4210

ใบสดของเสลดพังพอนตัวผู้มีสรรพคุณถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย และใบสดของหนุมานประสานกายใช้แก้ไอ ชยายหลอดลม

y4209

y4208

ต้นถั่วเปรู บางทีก็เห็นเรียกกันว่าถั่วบราซิล เห็นมีคนเอามาใช้ปลูกแทนสนามหญ้า ดอกสีเหลืองเล็ก ๆ ดูสวยดี และต้นผักชีช้างที่รากมีสรรพคุณทางยา

y4207

y4206

ขอบชะนางขาว และขอบชะนางแดง มีสรรพคุณในการขับประจำเดือน ขับปัสสาวะ

y4205

y4204

ใบทอง และใบเงิน นอกจากจะใช้เป็นไม้มงคลแล้ว ใบยังมีสรรพคุณในการแก้ไข้

y4203

y4202

ใบนาก ไม้มงคลที่มีสรรพคุณในการแก้ไข้เหมือนกัน และต้นระย่อมน้อยที่มีดอกสีสวย ส่วนรากใช้แก้ไข้ ลดความดันโลหิต

y4201

y4200

ชื่อฟังดูทะมัดทะแมงอย่างต้นโด่ไม่รู้ล้ม ใบมีสรรพคุณใช้ขับปัสสาวะ ขับพยาธิ อีกต้นหนึ่งชื่อสังกรณี รากใช้แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ดับพิษร้อน

y4199

y4198

ใบของต้นกระบือเจ็ดตัวใช้ขับน้ำคาวปลาหลังคลอด สำหรับใบของต้นตีนตะขาบใช้ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย แก้ฟกช้ำ

y4197

y4196

ใบของต้นบุษบาฮาวายใช้แก้ปวดบวม แก้ปวดตามข้อ ส่วนต้นฉัตรพระอินทร์ใช้แก้อาการปวดขา

y4195

y4194

ต้นปีบฝรั่งดอกสีขาวใบมีสรรพคุณใช้แก้อาการปวดฟัน บรรเทาอาการปวดเมื่อย ส่วนรากและใบของต้นคนทีเขมามีสรรพคุณเป็นยาลดไข้ แก้ปวดท้อง

y4193

y4192

ใบของต้นเนียมหูเสือใช้แก้อาการทางเดินปัสสาวะอักเสบ ส่วนใบของต้นบานเย็นใช้ในการรักษาแผลพุพอง ฝีหนอง

y4191

y4190

ใบและรากของต้นทองพันชั่งหรือต้นหญ้ามันไก่ใช้แก้กลากเกลื้อน รากของต้นประทัดจีนก็มีสรรพคุณทางยา

y4189

y4188

ต้นไฟเดือนห้าส่วนต้นใช้เป็นยาขับประจำเดือน ใบใช้ฆ่าเชื้อโรคเรื้อน แก้พิษฝี ส่วนต้นคนทีสอทะเล รากใช้รักษาโรคตับ บำรุงธาตุ

y4187

y4186

เพิ่งรู้ว่าพิมเสนแบบที่เป็นพืชก็มี เรียกชื่อว่าพิมเสนต้น สรรพคุณของใบใช้เป็นยาลดไข้ ส่วนเถาสดของต้นสายน้ำผึ้งใช้แก้อาการท้องเสีย บิด และลำไส้อักเสบ

y4185

y4184

เดินสู้แดดอยู่ได้แค่ประมาณครึ่งชั่วโมงออกอาการเพลียแดด มองหาที่ที่มีร่มเงาให้พักพิงก็ดูยังไม่มีที่พึ่ง เพราะหลายอาคารก็ยังไม่ได้เปิดให้บริการ ยืนอยู่ท่ามกลางต้นพืชสมุนไพรตั้งมากมายแท้ ๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าต้นไหนพอที่จะใช้แก้ร้อนแดดเป็นลมได้ ตัดสินใจเลือกที่จะเดินกลับเข้าไปในห้องจัดแสดงนิทรรศการในอาคารใบไม้สามใบ

y4183

y4182

นึกได้ว่าข้างในนั้นมีตู้โหลหมุนไข่หยอดเหรียญ ข้างในตู้มีไข่ที่ใส่ลูกกลอนสมุนไพรไว้ 10 ชนิด ให้ลุ้นว่าหยอดเหรียญ 5 บาท หมุนลูกบิดแล้วจะได้ลูกกลอนสมุนไพรในไข่เป็นรสอะไร

y4180

ผลของการลุ้นได้ออกมาเป็นลูกกลอนรสมะนาวที่อมชุ่มคออย่างที่โหยหา ทีแรกก็ว่ามาเดินดูสมุนไพรจะไม่เสียเงินอะไรแล้วเชียว สุดท้ายก็ยอมจ่ายไปตั้งห้าบาท !!!

ชัยพฤกษ์
27 มีนาคม 2560