ธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 12 สิงหาคม 2547

y4900

ปี 2547 เป็นปีที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระชนมายุครบ 72 พรรษา หรือ 6 รอบ จึงเป็นอีกปีหนึ่งที่มีพระราชพิธีสำคัญคือ พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 12 สิงหาคม 2547 ในโอกาสสำคัญนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ออกธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติฯ ชนิดราคา 100 บาท เพื่อร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งนับว่าเป็นการออกธนบัตรที่ระลึกในโอกาสสำคัญต่าง ๆ เป็นครั้งที่ 9 นับตั้งแต่ที่มีการออกธนบัตรที่ระลึกเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2530 โดยธนบัตรที่ระลึกฯ ซึ่งออกใช้ในโอกาสนี้มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากธนบัตรที่เคยออกใช้ในบ้านเรามาตั้งแต่ปี 2445 ก็คือการพิมพ์ธนบัตรตามแนวตั้งซึ่งถือได้ว่าเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การจัดพิมพ์ธนบัตรไทย

y4899

ธนบัตรที่ระลึกฯ ครั้งนี้มีการจัดพิมพ์ออกใช้รวมจำนวน 7,299,999 ฉบับ พิมพ์โดยโรงพิมพ์ธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย วันแรกที่มีการจ่ายแลกให้แก่ประชาชนคือวันที่ 4 สิงหาคม 2547 ธนบัตรทุกฉบับมีเลขไทยและหมวดอักษรไทยกำกับคือ ๙ ธ ตามด้วยหมายเลข 7 หลัก เริ่มตั้งแต่ ๙ ธ ๐๐๐๐๐๐๑ ไปจนถึง ๙ ธ ๗๒๙๙๙๙๙ และเป็นธนบัตรที่ไม่มีเลขอารบิกและหมวดอักษรโรมันกำกับไว้ รวมทั้งยังเป็นธนบัตรที่ไม่มีเส้นมั่นคงหรือเส้นใยสีโลหะฝังอยู่ในเนื้อกระดาษอย่างในธนบัตรที่ได้เห็นและได้ใช้ผ่านมือกันอยู่ทั่วไป รูปลักษณะของธนบัตรเป็นการพิมพ์แบบแนวตั้ง มีความสูง 16.2 เซนติเมตร และขนาดความกว้าง 7.2 เซนติเมตร

ภาพประธานด้านหน้าธนบัตรเป็นพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศจอมทัพ ฉลองพระองค์ครุยมหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงสายสร้อยมหาจักรีและพระสังวาลปฐมจุลจอมเกล้าวิเศษ และพระฉายาสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในฉลองพระองค์ชุดไทยศิวาลัย ทรงเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงสายสร้อยมหาจักรี สายสะพายจักรี ดาราจักรี ทรงดวงตราปฐมจุลจอมเกล้า เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 1 และทรงมงกุฎ ภาพประกอบด้านหน้ามีตราอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร.และพระครุฑพ่าห์ สีโดยรวมเป็นสีน้ำตาลทองบนลายพื้นสีเหลืองและสีส้ม บริเวณที่เห็นเป็นพื้นที่ว่างด้านขวาช่วงบนเมื่อยกขึ้นส่องกับแสงสว่างจะมองเห็นลายน้ำพระฉายาสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

y4898

ลักษณะพิเศษที่ปรากฏอยู่ในธนบัตรที่ระลึกฯ นี้ก็มีอย่างเช่น หมึกพิมพ์ชนิดพิเศษที่ใช้พิมพ์ตัวเลขไทยบอกชนิดราคาที่บริเวณมุมล่างขวาของธนบัตรด้านหน้า ปกติจะมองเห็นเป็นสีน้ำตาลทอง แต่เมื่อพลิกเอียงเข้าหาแสงสว่างในมุมที่เหมาะสมก็จะมองเห็นตัวเลขนี้เปลี่ยนเป็นสีเขียว และเมื่อนำธนบัตรนี้ไปวางไว้ภายใต้แสงอัลตราไวโอเลตหรือแสงเหนือม่วง ก็จะปรากฏเส้นใยเรืองแสงที่ฝังอยู่ในเนื้อกระดาษให้เห็น รวมทั้ง บริเวณที่เป็นลายมือชื่อของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ หม่อมราชวงศ์ ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งปกติจะมองเห็นเป็นลายเส้นสีดำนั้น ก็จะเปลี่ยนสีให้เห็นเป็นสีเขียวเรืองแสง

y4897

สำหรับด้านหลังของธนบัตรโทนสีโดยรวมจะเป็นสีฟ้าซึ่งเป็นสีแห่งวันพระราชสมภพ ภาพประธานเป็นพระฉายาสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในฉลองพระองค์ชุดไทยจักรี ทรงเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ สายสะพายนพรัตน ดารานพรัตน เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 1 และทรงมงกุฏ ส่วนภาพประกอบสำคัญ ได้แก่ ตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 12 สิงหาคม 2547 ภาพพระราชพิธีสถาปนาพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมราชินี เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง และพระฉายาสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงอุ้มทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์

y4896

ภาพประกอบอื่น ๆ ที่ปรากฏอยู่ด้านหลังธนบัตรที่ระลึกฯ ได้แก่ ดอกไม้ซึ่งได้รับพระราชทานพระนามาภิไธยเป็นชื่อ ได้แก่ ดอกกุหลาบควีนสิริกิติ์ ดอกแคทลียาควีนสิริกิติ์ และดอกดอนญ่าควีนสิริกิติ์ นอกจากนี้ก็ยังมีภาพของผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพอย่างงานเครื่องถม งานจักสานย่านลิเภา และงานเครื่องทอง

y4895

หากสังเกตดูให้ละเอียดอีกนิดก็จะได้เห็นว่าในบริเวณที่เป็นแถบลายเฉียงพิมพ์ด้วยสีน้ำเงินสลับกับสีเหลืองซึ่งมีอยู่ทั้งสองฝั่งซ้าย-ขวาของรูปช้างและป่าไม้แถว ๆ ด้านล่างของธนบัตรที่ระลึกฯ ด้านหลังนี้ จะมีตัวหนังสือเล็ก ๆ ที่อาจจะต้องใช้แว่นขยายช่วยส่องดูพิมพ์เรียงยาวต่อ ๆ กันเป็นระยะมีข้อความว่า “เจริญพระชนมพรรษา ๖ รอบ” และตรงบริเวณที่เป็นรูปช้างนี้ยาวสูงถัดเหนือขึ้นไปจนถึงแถว ๆ ที่เป็นภาพผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ หากนำไปส่องดูภายใต้แสงอัลตราไวโอเลตหรือแสงเหนือม่วง ก็จะเห็นตราอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. ปรากฏขึ้นเป็นรูปสีส้มเรืองแสง

y4894

y4893

สำหรับการจ่ายแลกธนบัตรที่ระลึกฯ ให้แก่ประชาชน ซึ่งได้เปิดจ่ายแลกเป็นวันแรกเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2547 นั้น ไม่ได้เป็นการจ่ายแลกเฉพาะตัวธนบัตรซึ่งมีราคาหน้าธนบัตร 100 บาท แต่มีการจ่ายแลกพร้อมกับปกแผ่นพับกระดาษแข็งสำหรับใช้บรรจุใส่ธนบัตรที่ระลึกฯ ซึ่งมีรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธนบัตรด้วย โดยราคาจ่ายแลกธนบัตรพร้อมปกแผ่นพับอยู่ที่ชุดละ 200 บาท โดยรายได้ส่วนต่างจากมูลค่าหน้าธนบัตรหลังหักค่าใช้จ่ายนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย

y4892

นอกจากจะมีการจ่ายแลกธนบัตรพร้อมกับปกแผ่นพับแล้ว ยังมีการจ่ายแลกพร้อมกับกรอบผ้าไหมสำหรับบรรสุใส่ธนบัตรที่ระลึกฯ ซึ่งใส่มาในถุงผ้าไหมซึ่งจัดทำโดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพด้วย ชุดนี้จ่ายแลกพร้อมกับธนบัตรและปกแผ่นพับในราคา 380 บาท ซึ่งก่อนหน้าที่จะถึงวันเริ่มจ่ายแลกได้เปิดให้ประชาชนที่สนใจไปลงทะเบียนจองกันไว้ก่อนตามสาขาของธนาคารต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2547 จำได้ว่าน่าจะเป็นธนบัตรที่ระลึกแบบแรกที่ไม่ได้ไปยืนต่อคิวที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตรงสี่แยกบางขุนพรหมแล้ว ถ้าจำไม่ผิดได้ไปยืนต่อคิวรอแลกธนบัตรที่ระลึกครั้งสุดท้ายที่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ตอนที่มีการออกใช้ธนบัตรที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี ธนบัตรไทย เมื่อปี 2545 หลังจากนั้นก็มีการเปลี่ยนวิธีการให้มีการจ่ายแลกผ่านทางสาขาของธนาคารต่าง ๆ แทน ทั้งธนาคารพาณิชย์และธนาคารอื่น ๆ ของรัฐ

y4891

เงื่อนไขการจองคราวนั้นจำได้ว่าต้องใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนด้วย แล้วเลือกว่าจะจองแบบ 200 บาท หรือ 380 บาท แต่จองรวมกันแล้วต้องไม่เกินคนละ 10 ชุด เพื่อจะได้กระจายให้ประชาชนได้แลกทั่วถึงกัน ซึ่งถ้าคำนวณสนุก ๆ จากจำนวนพิมพ์ธนบัตร 7,299,999 ฉบับ ถ้าแลกครบ 10 ชุดกันทุก ๆ คน ก็จะมีคนได้ธนบัตรที่ระลึกฯ ครั้งนี้ไปเฉียด ๆ 730,000 คน แต่ในทางเป็นจริงแล้วก็คงไม่ได้มีคนแลกครบ 10 ชุดทั้งหมดหรอก อย่างคนที่เขียนเล่าอยู่นี้ก็คนหนึ่งแล้วที่แลกไว้ไม่ครบสิทธิ์ จองแลกเอาไว้แค่พอเก็บไว้ดูเป็นตัวอย่าง มีเวลาว่างก็พอให้ได้หยิบเอามาเขียนเล่าถึงได้บ้าง แบบที่จะแลกเก็บเอาไว้เยอะ ๆ เงินในกระเป๋าก็คงจะไม่พออุดหนุน

เพราะเงินทองถึงจะเป็นของนอกกายก็จริง แต่เวลาขาดมือนั้นจะรู้เลยว่าหาเติมได้ยากจัง

ชัยพฤกษ์
26 พฤศจิกายน 2559