ธนบัตรที่ระลึกเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542

y4932

ปี 2542 เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระชนมายุครบ 72 พรรษา หรือ 6 รอบ จึงเป็นอีกปีหนึ่งที่มีพระราชพิธีสำคัญคือ พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2542 และเป็นอีกปีหนึ่งที่มีสิ่งสะสมทั้งเหรียญที่ระลึกและเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกของกรมธนารักษ์ ตราไปรษณียากรที่ระลึกของการสื่อสารแห่งประเทศไทยในยุคที่ยังไม่ได้แยกออกมาเป็นบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด เช่นเดียวกับธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้มีการออกธนบัตรที่ระลึกฯ ชนิดราคา 1000 บาท พร้อม ๆ กับการออกใช้ธนบัตรชนิดราคา 1000 บาทแบบใหม่ ที่เรียกว่าธนบัตรแบบ 15

y5008

ธนบัตรที่ระลึกเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 นับเป็นธนบัตรที่ระลึกของบ้านเราแบบที่ 6 ซึ่งได้นำรูปและเรื่องมาเล่าต่อเนื่องกันตั้งแต่ธนบัตรที่ระลึกแบบแรกมาเป็นลำดับแล้ว ซึ่งถ้านับไล่เลียงจนถึงเดี๋ยวนี้ก็จะมีธนบัตรที่ระลึกออกใช้มาแล้วจำนวน 18 แบบ นับตั้งแต่ธนบัตรที่ระลึกแบบแรกที่ออกใช้เมื่อปี 2530 ซึ่งเมื่อ 3-4 วันก่อนธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้จัดสรรให้ธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ นำไปจ่ายแลกให้กับประชาชนในราคา 60 บาท เท่ากับราคาหน้าธนบัตร เห็นตามข่าวในสื่อต่าง ๆ บอกว่าเปิดจ่ายแลกอยู่ไม่นานเท่าไรก็หมด เพราะมีประชาชนมาเข้าคิวต่อแถวรอแลกกันเป็นจำนวนมาก

y4976

ก่อนหน้าที่จะมีการออกใช้ธนบัตรแบบ 15 ชนิดราคา 1000 บาทในปี 2542 นั้น ได้มีการออกใช้ธนบัตรแบบ 14 ชนิดราคา 1000 บาท มาตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งเป็นธนบัตรที่พิมพ์สีพื้นหลักเป็นสีเทาเข้ม ธนบัตรแต่ละแบบเมื่อออกใช้ไปแล้วในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก็มักจะพบว่ามีการทำปลอมเลียนแบบออกมาใช้ปะปนอยู่กับธนบัตรจริงกันอยู่เสมอ แม้จะมีอยู่ในจำนวนที่ไม่เยอะมากนักจนส่งผลกระทบต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจ แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับธนบัตรปลอมมาต้องได้รับความเดือดร้อน  จึงเป็นเหตุผลสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงออกใช้ธนบัตรแบบใหม่ตามห้วงระยะเวลาที่เหมาะสม

เมื่อมีการเปลี่ยนแบบธนบัตรทุกครั้งก็มักจะมีการออกแบบให้มีสิ่งต่อต้านการปลอมแปลงอยู่ในธนบัตรต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นโดยนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้เป็นจุดสังเกตถึงความแตกต่างของธนบัตรจริงและธนบัตรปลอม และทำให้การปลอมเลียนแบบธนบัตรจริงนั้นทำได้ยากขึ้น ซึ่งผู้ที่ทำปลอมเลียนแบบนั้นก็มักจะทำขึ้นมาอย่างง่าย ๆ หากผู้รับธนบัตรจะสังเกตตรวจสอบดูก็จะพบข้อพิรุธแตกต่างมากมายที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและสัมผัสได้ด้วยมือเปล่า เพียงแต่เราอาจจะไม่ค่อยชินกับการที่จะต้องควรดูธนบัตรที่ได้รับมาทุกครั้งก่อนที่เก็บใส่กระเป๋า กลุ่มมิจฉาชีพก็เลยอาศัยจุดอ่อนเหล่านี้ในการนำธนบัตรปลอมมาใช้

ขอเพียงให้รู้ว่าธนบัตรจริงที่ใช้กันอยู่นั้นมีลักษณะและสิ่งต่อต้านการปลอมแปลงเป็นอย่างไร ไม่ต้องจำทุกอย่างที่เขาแนะนำวิธีการตรวจสอบให้ได้ทั้งหมดหรอก เลือกเอาที่เราถนัดแค่สักสองสามอย่างก็น่าจะพอ เมื่อเจอธนบัตรที่มีความแตกต่างก็จะได้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของปลอม ของอย่างนี้รู้เอาไว้บ้างก็ดี ดูกันไว้ตั้งแต่ต้นตอนที่รับมา เพราะถ้าได้รับธนบัตรปลอมมาสักใบก็เท่ากับว่าเราสูญเสียเงินตราไปแล้ว เอาไปใช้ชำระหนี้ตามกฎหมายเหมือนอย่างเงินตราก็ไม่ได้ เพราะเป็นแค่เศษกระดาษ ยิ่งถ้าได้รับมาแล้วพอรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอมเกิดนึกเสียดายก็เลยขืนนำออกใช้ ก็จะเป็นความผิดตามกฎหมายได้ โทษสูงสุดนั้นจำคุกถึง 10 ปีกันเลยทีเดียว

y4931

ธนบัตรแบบ 15 ชนิดราคา 1000 บาท ออกใช้วันแรกเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 นับเป็นธนบัตรแบบ 15 ชนิดราคาที่สองที่ออกใช้ โดยก่อนหน้าในปี 2540 ได้มีการออกใช้ธนบัตรแบบ 15 ชนิดราคา 50 บาท ซึ่งพิมพ์ด้วยวัสดุพอลิเมอร์ หลังจากที่ออกธนบัตรชนิดราคา 1000 บาทแล้ว ต่อมาก็ได้มีการออกใช้ธนบัตรแบบ 15 ชนิดราคา 500 บาทในปี 2544 ชนิดราคา 20 บาทในปี 2546 และชนิดราคา 100 บาทในปี 2547 จนครบ 5 ชนิดราคา สำหรับลายมือชื่อในธนบัตรแบบ 15 ชนิดราคา 1000 บาท ที่ออกใช้ในช่วงระยะเวลาแรกคือ นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

y4930

ธนบัตรแบบ 15 ชนิดราคา 1000 บาท ได้มีการเปลี่ยนสีพื้นหลักในธนบัตรจากสีเทาเข้มในธนบัตรรุ่นก่อนหน้ามาเป็นสีน้ำตาลเข้ม สิ่งต่อต้านการปลอมแปลงสำคัญ ๆ ในธนบัตรแบบ 15 ชนิดราคา 1000 บาทที่สามารถดูได้ด้วยตาเปล่าและสัมผัสได้ด้วยมือเปล่าก็มีอย่างเช่น ลายน้ำ และส่วนที่พิมพ์ด้วยระบบเส้นนูน ซึ่งเคยได้เล่าถึงสิ่งต่อต้านการปลอมแปลงพวกนี้ไปบ้างแล้วในโพสต์ก่อน ๆ จึงขออนุญาตไม่นำมาพูดถึงไว้ซ้ำอีก แต่ยังมีส่วนที่ยังดูได้ด้วยตาเปล่าแต่ต้องใช้ความพยายามมากขึ้นอีกหน่อยก็อย่างเช่น สีที่ใช้พิมพ์ตัวเลขบอกราคาตรงมุมบนขวาด้านหน้าธนบัตรนั้น ปกติจะเห็นครึ่งบนเป็นสีทองและครึ่งล่างเป็นสีเขียว หากพลิกเอียงธนบัตรดูได้มุมเหมาะ ๆ ก็จะเห็นสีทองตรงบริเวณนี้เปลี่ยนเป็นสีเขียวแทน  และตรงบริเวณมุมล่างซ้ายด้านหน้าธนบัตรที่ปกติมองเห็นเป็นกรอบรูปลายไทยอยู่หน้าตัวเลขไทยบอกราคา ๑๐๐๐ เมื่อเอียงเข้าหาแสงสว่างแล้วมองจากมุมนี้เข้าไปหากึ่งกลางตัวธนบัตรก็จะได้เห็นตัวเลขแฝง 1000 ปรากฏขึ้น

y4929

ถ้ายังนึกอยากตรวจสอบอีกก็ยังมีวิธีดูธนบัตรจริงจากสิ่งต่อต้านการปลอมแปลงที่มีอยู่อีก อย่างรูปดอกบัวเล็ก ๆ ที่พิมพ์รูปครึ่งหนึ่งไว้ทางด้านหน้าธนบัตร แล้วพิมพ์รูปอีกครึ่งหนึ่งไว้ทางด้านหลัง พอยกขึ้นส่องดูกับแสงสว่างก็จะเห็นเป็นรูปดอกบัวที่สมบูรณ์ แล้วอย่างในตัวเลขไทยบอกราคา ๑๐๐๐ ตัวใหญ่ ๆ ที่อยู่บริเวณด้านล่างของธนบัตรด้านหน้า ถ้าเอาแว่นขยายส่องดูก็จะเห็นตัวหนังสือตัวเล็กจิ๋ว ๆ เขียนว่า ๑๐๐๐บาท1000บาท เรียงกันอยู่ต่อเนื่องเป็นแถวยาว หรืออย่างเส้นใยสีโลหะที่ฝังอยู่ในเนื้อกระดาษ ซึ่งแต่ก่อนมักจะเรียกกันว่า เส้นมั่นคง หรือ Security thread นั้น ก็มีการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ คือใช้การถักร้อยลงไปในเนื้อกระดาษเหมือนกับที่เราเย็บผ้าขึ้นลง ๆ นั่นแหละ ทำให้มองเห็นเส้นใยสีโลหะที่ว่านี้ทางด้านหลังธนบัตรเป็นช่วง ๆ ในเนื้อเส้นใยที่ว่านี้มีตัวเลขและตัวอักษรโปร่งแสงพิมพ์ไว้ด้วยว่า “1000” และ “1000 BAHT” เคยได้เห็นธนบัตรปลอมที่มีการทำปลอมเลียนแบบเส้นใยสีโลหะอยู่บ้าง เห็นทำฟอยล์สีเงินมาแปะ ๆ ไว้ให้เห็นเป็นท่อน ๆ หรือช่วง ๆ ไม่ได้เป็นเส้นใยเส้นเดียวกันที่ถักร้อยอยู่ในเนื้อกระดาษอย่างธนบัตรจริง

y4928

หรือถ้ามีหลอดไฟแบล็คไล้ท์อยู่ก็เอามาใช้เปิดดูธนบัตรได้ เพราะพออยู่ภายใต้แสงเหนือม่วงหรือแสงอัลตราไวโอเลต ก็จะได้เห็นเส้นใยเรืองแสง หรือที่บางคนเรียกว่า เส้นขนแมว ซึ่งโรยอยู่ในเนื้อกระดาษธนบัตรเรืองแสงขึ้นมาให้เห็นเป็นเส้นสีน้ำเงิน สีแดง และสีเหลือง

y4927

สำหรับภาพด้านหลังธนบัตรแบบ 15 ชนิดราคา 1000 บาทนี้ มีภาพประธานพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ขณะเสด็จทรงงานเพื่อดูแลทุกข์สุขของราษฎร พร้อมกับอุปกรณ์ที่ทรงใช้อยู่ประจำก็คือแผนที่และกล้องถ่ายรูป ภาพประกอบด้านซ้ายของภาพประธานเป็นภาพเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งเกิดขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

y4926

ส่วนภาพประกอบด้านขวาของภาพประธานเป็นภาพการทำเกษตรกรรมตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ มุ่งเน้นการใช้ที่ดินผืนเล็ก ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดซึ่งเป็นรูปธรรมหนึ่งที่ชัดเจนของแนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งในช่วงระยะเวลานั้นประเทศไทยและประชาชนกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชดำรัสไว้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิตาลัย สวนจิตรลดา ความตอนหนึ่งว่า “..การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง..”

y4925

ไหน ๆ ก็เล่าถึงธนบัตรแบบ 15 ชนิดราคา 1000 บาท มาจนยืดยาวพอสมควรแล้ว ก็เลยขอเล่าต่ออีกสักหน่อยว่าธนบัตรซึ่งเริ่มออกใช้มาตั้งแต่ปี 2542 นั้น ใช้มาได้ประมาณ 6 ปี พอถึงปี 2548 ก็ได้มีการออกธนบัตรแบบใหม่ซึ่งมีรูปลักษณะหน้าตาโดยทั่วไปก็เหมือนธนบัตรแบบ 15 ชนิดราคา 1000 บาท ที่ออกใช้มาก่อนหน้า แต่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโดยมีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้เพิ่มเติม โดยมีการนำแถบฟอยล์สีเงินมาผนึกไว้ตามแนวตั้งบริเวณฝั่งซ้ายของด้านหน้าธนบัตร ภายในฟอยล์สีเงินมีรูปพระครุฑพ่าห์ ตัวเลขไทย ๑๐๐๐ และตัวเลขอารบิก 1000 ซึ่งทั้งหมดนี้จะเปลี่ยนสีและสะท้อนแสงวาววับเมื่อพลิกธนบัตรไปมา เพื่อให้ยากแก่การทำปลอมเลียนแบบมากยิ่งขึ้น

y4924

นอกจากนี้ยังมีการมีการเปลี่ยนสีที่ใช้พิมพ์รูปพระครุฑพ่าห์ที่อยู่มุมบนขวาของด้านหน้าธนบัตร และย้ายตำแหน่งรูปดอกบัวเล็ก ๆ ที่พิมพ์รูปครึ่งหนึ่งไว้ทางด้านหน้าธนบัตร แล้วพิมพ์รูปอีกครึ่งหนึ่งไว้ทางด้านหลัง ซึ่งพอยกขึ้นส่องดูกับแสงสว่างก็จะเห็นเป็นรูปดอกบัวที่สมบูรณ์นั้น ไปจัดวางไว้ด้านข้างบริเวณที่เป็นลายน้ำในธนบัตร ธนบัตรแบบใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณะเพียงบางส่วนนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า ธนบัตรชนิดราคา 1000 บาท แบบ 15 ปรับปรุง ออกใช้วันแรกเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2548

y4923

y4922

สำหรับธนบัตรที่ระลึกเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 ซึ่งมีอยู่เพียงชนิดราคาเดียวคือ 1000 บาทนั้น ได้มีการนำออกใช้ในวันเดียวกันกับการออกใช้ธนบัตรแบบ 15 ชนิดราคา 1000 บาท คือในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 เป็นธนบัตรที่พิมพ์โดยโรงพิมพ์ธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย มีการจัดพิมพ์ออกใช้จำนวนรวมทั้งสิ้น 9,999,999 ฉบับ รูปลักษณะหน้าตาโดยทั่วไปก็เหมือนกันธนบัตรแบบ 15 ชนิดราคา 1000 บาท ที่แตกต่างกันก็คือมีการนำตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 มาพิมพ์ไว้แทนพระราชลัญจกรประจำพระองค์ หมวดเลขและอักษรกำกับในธนบัตรที่ระลึกฯ ทุกฉบับมีหมวดเดียวคือ ๙ ก ลายมือชื่อในธนบัตร นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

y4921

ธนบัตรที่ระลึกฯ ซึ่งออกใช้ในครั้งนี้เปิดจ่ายแลกให้ประชาชนในราคา 1,000 บาท เท่ากับราคาในหน้าธนบัตร โดยไม่มีปกหรือวัสดุอื่นที่ใช้สำหรับใส่ธนบัตรจำหน่ายร่วมด้วย อย่างไรก็ดี ในโอกาสเดียวกันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการจัดทำหนังสือ “๗๒ พรรษาภัทรกษัตริย์ ธนบัตรรัชกาลที่ ๙” เพื่อเป็นหนังสือที่ระลึกประกอบการจัดงานนิทรรศการ 72 พรรษาภัทรกษัตริย์ ธนบัตรรัชกาลที่ 9 ในระหว่างวันที่ 3 – 30 ธันวาคม 2542 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 โดยมีหนังสือที่พิมพ์ทั้งแบบปกอ่อนและปกแข็ง ความหนา 197 หน้า ไม่ได้ระบุราคาปกเอาไว้ และไม่รู้จำนวนพิมพ์ว่ามีมากน้อยแค่ไหน รู้แค่ว่ามีโอกาสได้มาเก็บไว้อย่างละเล่มทั้งปกแข็งและปกอ่อน แต่จำราคาไม่ได้แล้วเพราะผ่านมานานตั้ง 17 ปี

ไม่ค่อยอยากจะนับถึงอายุของธนบัตรและหนังสือที่เก็บไว้มานานในความ “เก่า” เพราะบอกถึงอายุของตัวเองที่อยู่มานานที่เรียกว่า “แก่”

ชัยพฤกษ์
13 พฤศจิกายน 2559