ธนบัตรในรัชกาลที่ 9 “ธนบัตรชุดมหาราช และธนบัตรที่ระลึก 120 ปีกระทรวงการคลัง”

y4969

มีธนบัตรที่ออกใช้หมุนเวียนอยู่แบบหนึ่งที่มีชื่อเรียกกันในเหล่านักสะสมธนบัตรว่า “ธนบัตรชุดมหาราช” เนื่องจากภาพประธานที่อยู่ด้านหลังของธนบัตรแบบที่ว่านี้ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิดราคา เป็นภาพพระบรมราชานุสาวรีย์ของบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าที่ได้รับการถวายพระราชสมัญญาภิไธย “มหาราช” 3 พระองค์ และในโอกาสที่กระทรวงการคลังไดัรับการสถาปนาขึ้นมามีอายุครบ 100 ปี เมื่อปี 2538 ก็ได้มีการออกธนบัตรที่ระลึก โดยนำธนบัตรชนิดราคา 10 บาท ในธนบัตรชุดมหาราชนี้ มาพิมพ์ข้อความเพิ่มเติมไว้ว่า “๑๒๐ ปี กระทรวงการคลัง วันที่ ๑๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๓๘” นับเป็นธนบัตรที่ระลึกแบบที่ 4 ของบ้านเราซึ่งได้นำมาเล่าถึงไว้ต่อเนื่องกันมาเป็นลำดับ

y4968

ธนบัตรชุดมหาราชมีชื่อเรียกที่เป็นทางการว่า ธนบัตรแบบ 12 เป็นธนบัตรที่ออกใช้หมุนเวียนทั่วไปมีจำนวน 3 ชนิดราคา ประกอบด้วย ธนบัตรชนิดราคา 10 บาท 20 บาท และ 100 บาท พิมพ์ที่โรงพิมพ์ธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งธนบัตรแต่ละชนิดราคานั้นไม่ได้ออกใช้วันแรกในวันเดียวกัน แต่ได้ออกใช้ต่างวัน ต่างปี และต่างโอกาสกัน ทั้งนี้ ยังได้มีการออกแบบธนบัตรชนิดราคา 500 บาท ไว้ด้วยแล้ว แต่ไม่ได้มีการพิมพ์ออกใช้ โดยภาพประธานด้านหลังธนบัตรเป็นภาพพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

y4967

ธนบัตรชนิดราคาที่ออกใช้ก่อนคือ 100 บาท ออกใช้วันแรกเมื่อ 6 เมษายน 2521 ในวาระวันประกาศอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่เมืองแครง เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2127  ภาพประธานด้านหลังธนบัตรเป็นภาพพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงพระคชาธารชื่อเจ้าพระยาไชยานุภาพ ที่พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ธนบัตรที่ออกใช้รุ่นแรกมีลายมือชื่อในธนบัตรของ นายสุพัฒน์ สุธาธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายเสนาะ อูนากูล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

y4966

สิ่งต่อต้านการปลอมแปลงที่ใช้อยู่ในธนบัตรก็มีอย่างลายน้ำพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งจะต้องยกธนบัตรขึ้นส่องกับแสงสว่างจึงจะมองเห็นเป็นภาพขึ้นคมชัด ภาพที่เห็นนี้ไม่ได้เกิดจากการพิมพ์ แต่เกิดจากการทำเนื้อกระดาษในบริเวณที่เป็นลายน้ำให้มีความหนาและบางไม่เท่ากันจนเกิดเป็นรูปภาพขึ้น การทำลายน้ำในธนบัตรเพื่อต่อต้านการปลอมแปลงนี้เริ่มใช้มาตั้งแต่มีการออกใช้ธนบัตรแบบ 1 เมื่อปี 2445 แล้ว โดยลายน้ำเป็นรูปช้างไอราพตสามเศียร แต่ก็มีธนบัตรบางแบบที่ไม่มีลายน้ำอยู่ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ได้มีการเปลี่ยนลายน้ำในธนบัตรเป็นรูปพานรัฐธรรมนูญ และเมื่อมีการออกใช้ธนบัตรแบบ 9 เมื่อประมาณปี 2491-2492 นั้น ก็ได้มีการเปลี่ยนมาใช้ลายน้ำพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์แทนจนถึงธนบัตรที่ออกใช้หมุนเวียนอยู่ในปัจจุบัน

แม้ว่าตั้งแต่ปี 2512 เป็นต้นมา จะมีการตั้งโรงพิมพ์ธนบัตรขึ้นในประเทศไทยเราเพื่อพิมพ์ธนบัตรออกใช้เองได้แล้ว ไม่ต้องสั่งพิมพ์ธนบัตรจากต่างประเทศเหมือนแต่เดิมอีก แต่กระดาษที่ใช้พิมพ์ธนบัตรนั้นก็ยังคงต้องสั่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งในเนื้อกระดาษที่นำเข้ามานี้จะมีการทำรูปลายน้ำและใส่สิ่งต่อต้านการปลอมแปลงอื่น ๆ ในเนื้อกระดาษมาพร้อมกันด้วยแล้ว เหตุผลสำคัญที่บ้านเรายังไม่มีการตั้งโรงงานทำกระดาษสำหรับพิมพ์ธนบัตรขึ้นเองนั้น ก็คงจะไม่ใช่เหตุผลในเรื่องของเทคโนโลยีเพราะถึงจะสูงสุดกู่แค่ไหน ก็คงจะเป็นเรื่องที่เรียนรู้ตามทันกันได้ เดาเอาว่าก็น่าจะเป็นเหตุผลในเรื่องของต้นทุน ที่คำนวณดูแล้วอาจจะยังดูไม่คุ้มค่ากับปริมาณกระดาษที่จำเป็นต้องใช้ในการพิมพ์ธนบัตรออกใช้หมุนเวียนกันอยู่ทุกวันนี้

y4965

นอกจากลายน้ำแล้วสิ่งต่อต้านการปลอมแปลงอื่น ๆ ที่ใช้กันเป็นมาตรฐานในยุคสมัยนั้นก็คงจะเป็น เทคนิคการพิมพ์เส้นนูน ที่มีศัพท์ภาษาอังกฤษเรียกว่า Intaglio น่าจะอ่านออกเสียงกันว่า อินทาลโย อะไรทำนองนี้ ซึ่งเป็นการพิมพ์ที่ใช้แม่พิมพ์แบบที่เป็นร่องลึกในส่วนที่เป็นภาพพิมพ์ และในการพิมพ์ก็ต้องใช้แรงกดสูงมาก เพื่อให้หมึกที่พิมพ์เกิดกองขึ้นเป็นเส้นนูน หากนำนิ้วมือไปลูบสัมผัสก็จะรู้สึกว่ามีความนูนจากสีพื้นที่พิมพ์ปกติ หรือถ้าลองใช้เล็บมือลากผ่านก็จะรู้สึกว่ามีการสะดุดติดอยู่หน่อย ๆ ซึ่งเทคนิคนี้ได้มีการนำมาใช้ตั้งแต่ในธนบัตรแบบ 2 ที่ออกใช้เมื่อปี 2468 แล้ว

หลายคนก็เลยเอาบริเวณที่พิมพ์สีเป็นเส้นนูนไว้นี้ไปใช้ถูกับกระดาษขาวอื่น เพื่อดูว่าจะมีสีหลุดลอกออกมาหรือไม่ ถ้ามีสีหลุดออกก็แสดงว่าเป็นธนบัตรจริง ซึ่งเป็นการพิสูจน์ทราบที่ดูไม่ค่อยจะเหมาะนัก เพราะเมื่อสีที่กองนูนถูกขัดออกจนเลือนหายไปแล้ว ผู้ที่จะพิสูจน์โดยใช้วิธีการที่ถูกต้องด้วยการใช้นิ้วหรือเล็บสัมผัสก็จะไม่สามารถกระทำได้ หรืออย่างการพับครึ่งธนบัตรเพื่อพกใส่กระเป๋านั้น ก็ควรพับเอาด้านหลังธนบัตรหันออกด้านนอก เพื่อที่จะรักษาส่วนที่พิมพ์เส้นนูนซึ่งอยู่ด้านหน้าธนบัตรนี้ไว้ การพับเอาด้านหน้าธนบัตรหันออกด้านนอกจะทำให้มีโอกาสที่เส้นนูนเหล่านี้ถูกเสียดสีกับตัวกระเป๋าและสิ่งอื่น ๆ จนหลุดออกไปหรือบางลงจนยากแก่การที่จะสัมผัสให้รู้สึกถึงความนูนได้

สำหรับการฝังเส้นใยเคลือบโลหะลงไปในเนื้อกระดาษธนบัตรที่เรียกกันว่า เส้นมั่นคง หรือ Security thread นั้น เหมือนจะได้เห็นอยู่ในธนบัตรแบบที่ 9 เมื่อประมาณปี 2491-2492 นี้เอง ก่อนหน้านั้นไม่แน่ใจว่าจะใช้มาก่อนแล้วหรือเปล่า ถ้าคลาดเคลื่อนอย่างไรก็ต้องขออภัย เพราะธนบัตรที่เก็บอยู่ก็เป็นแบบเก็บเล็กประสมน้อย หลายเรื่องก็ฟังเอาจากผู้รู้ จำได้มั่งไม่ได้มั่งปน ๆ กันไป พอจะนึกอะไรได้ออกก็หยิบเอาออกมาเล่าถึง เผื่อจะเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบที่ชอบเรียกกันว่า Knowledge Sharing นั่นแหละ สำหรับเส้นมั่นคงในธนบัตรแบบ 12 ทุกชนิดราคานี้ จะมีตัวอักษรคำว่า “ประเทศไทย” พิมพ์เอาไว้ด้วย แต่อาจจะต้องขยายแล้วเพ่งตาดูให้ดีหน่อย

แต่ที่แน่ ๆ ก็คือสิ่งต่อต้านการปลอมแปลงที่เพิ่งจะมีขึ้นมาใหม่เป็นครั้งแรกในการออกใช้ธนบัตรแบบ 12 นี้ก็คือ การพิมพ์ภาพพระครุฑพ่าห์ไว้ทั้งทางด้านหน้าและด้านหลังของธนบัตร ซึ่งเมื่อยกขึ้นส่องกับแสงสว่างจะเห็นว่าภาพพระครุฑพ่าห์ทั้งสองด้านของธนบัตรนี้ซ้อนทับกันอยู่สนิทดูเสมือนหนึ่งว่าเป็นภาพเดียวกันนั่นเลย และได้ใช้ต่อเนื่องมาในธนบัตรทุกชนิดราคาซึ่งออกใช้ในภายหลังอีกจนถึงธนบัตรแบบที่ 15 แต่ไม่พบในธนบัตรแบบ 16 ที่ใช้หมุนเวียนอยู่ในปัจจุบันนี้ โดยการที่จะทำให้ภาพที่อยู่สองหน้าออกมาให้ดูได้ตรงกันเป๊ะอย่างนี้นั้น ได้ฟังมาว่าจะต้องใช้เทคนิคการพิมพ์แบบพิมพ์ไปทีเดียวทั้งสองหน้าพร้อม ๆ กัน

y4964

ธนบัตรแบบ 12 ชนิดราคา 100 บาท เริ่มออกใช้หมุนเวียนตั้งแต่ปี 2521 กว่าจะมีการออกใช้ธนบัตรชนิดราคา 100 บาท แบบใหม่ ก็ล่วงเลยเข้าไปจนถึงปี 2537 ซึ่งเป็นธนบัตรแบบ 14 แล้ว ในธนบัตรแต่ละแบบที่เป็นชนิดราคาเดียวกันก็จะมีสิ่งที่เรียกกันว่า “หมวดอักษรและหมายเลข” ในธนบัตรที่ไม่ซ้ำกัน ถ้าไปเจอธนบัตรแบบเดียวกันและชนิดราคาเดียวกันที่มีหมวดอักษรและหมายเลขเดียวกันก็สันนิษฐานได้เลยว่าเป็นธนบัตรปลอม ซึ่งธนบัตรแบบ 12 ชนิดราคา 100 บาท ที่ออกใช้ในช่วงระยะแรกนั้น จะมีหมวดอักษรที่นำด้วยตัวเลขเป็นตัวเลข 2 หลัก เช่น ๗๓ ล – 73 U แล้วตามด้วยหมายเลขหรือที่บางคนติดปากเรียกว่า “เลขหมาย” อีกจำนวน 6 หลัก ต่อมาภายหลังได้มีการปรับเปลี่ยนการกำหนดหมวดอักษรและหมายเลขในธนบัตรขึ้นใหม่ ใช้เป็นหมวดอักษรที่นำด้วยตัวเลขเพียงหลักเดียว เช่น ๘ ค – 8 C แล้วตามด้วยหมายเลขอีกจำนวน 7 หลัก ทั้งนี้ก็น่าจะเพื่อให้สามารถรองรับกับจำนวนธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้หมุนเวียนซึ่งมีปริมาณความต้องการสูงมากขึ้นทุกที ๆ ตามสภาวะความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

y4963

ธนบัตรแบบ 12 ที่ออกใช้ถัดมาก็คือชนิดราคา 10 บาท โดยออกใช้วันแรกเมื่อ 20 กันยายน 2523 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้รับการถวายพระราชสมัญญาภิไธยว่า สมเด็จพระปิยมหาราช ภาพประธานด้านหลังธนบัตรเป็นภาพพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปิยะมหาราช ที่ลานพระราชวังดุสิต กรุงเทพฯ หรือที่เรียกกันว่า พระบรมรูปทรงม้า ธนบัตรที่ออกใช้รุ่นแรกมีลายมือชื่อในธนบัตรของ นายสมหมาย ฮุนตระกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายนุกูล ประจวบเหมาะ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย สิ่งต่อต้านการปลอมแปลงที่ใช้อยู่ในธนบัตรก็มีเช่นเดียวกันกับธนบัตรชนิดราคา 100 บาทที่ได้เล่าถึงไว้ข้างต้นแล้ว

y4962

ธนบัตรแบบ 12 ชนิดราคา 10 บาทนี้ ออกใช้หมุนเวียนอยู่เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 16 ปี และเป็นธนบัตรแบบสุดท้ายที่มีธนบัตรชนิดราคา 10 บาท ซึ่งธนบัตรรุ่นที่พิมพ์ขึ้นหลังสุดเป็นรุ่นที่มีลายมือชื่อของ นายบดี จุณณานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งก็น่าจะเป็นเมื่อประมาณช่วงปี 2539 โดยธนบัตรแบบต่อ ๆ มาตั้งแต่แบบ 13 จนถึงแบบที่ 16 ก็ยังไม่มีการพิมพ์ธนบัตรหมุนเวียนชนิดราคา 10 บาท ออกมาใช้อีก เมื่อ 3-4 เดือนก่อนหน้านี้ได้ไปแลกธนบัตรแบบ 12 ชนิดราคา 10 บาทจากร้านค้าของสะสมเพื่อนำไปให้ผู้ที่เคารพคุ้นเคยนำไปใช้ทำเป็นของชำร่วยแจกในงานมงคลสมรสของลูกหลาน ราคาตอนนั้นแลกแบบยกแหนบ 100 ฉบับ อยู่ที่ 3,000 บาท ถึงตอนนี้เหมือนจะได้ยินว่าราคาขยับสูงขึ้นไปถึงฉบับละ 80-100 บาทกันแล้ว

y4961

ธนบัตรแบบ 12 ที่ออกใช้เป็นชนิดราคาสุดท้ายก็คือ ธนบัตรชนิดราคา 20 บาท ซึ่งออกใช้วันแรกเมื่อ 28 ธันวาคม 2524 ซึ่งตรงกับวันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ภาพประธานด้านหลังธนบัตรเป็นภาพพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินขณะทรงม้าศึกพร้อมทหารคู่พระทัย ซึ่งอยู่ที่สวนสาธารณะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือทุ่งนาเชย อำเภอเมืองฯ จังหวัดจันทบุรี ซึ่งทหารคู่พระทัยทั้ง 4 ท่านนั้น ประกอบด้วย พระเชียงเงิน ซึ่งภายหลังได้เป็นพระยาสุโขทัย หลวงราชเสนา ซึ่งต่อมาคือกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท หลวงพิชัยอาสา หรือพระยาพิชัยดาบหัก และหลวงพรหมเสนา ซึ่งภายหลังได้เป็นพระพรหมเสนา โดยธนบัตรแบบ 12 ชนิดราคา 20 บาท ที่ออกใช้รุ่นแรกมีลายมือชื่อในธนบัตรของ นายสมหมาย ฮุนตระกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายนุกูล ประจวบเหมาะ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย สิ่งต่อต้านการปลอมแปลงที่ใช้อยู่ในธนบัตรก็มีเช่นเดียวกันกับธนบัตรชนิดราคาอื่นในแบบ 12

y4960

ธนบัตรแบบ 12 ชนิดราคา 20 บาท ออกใช้หมุนเวียนอยู่เป็นระยะเวลายาวนานมากประมาณถึง 22 ปี กว่าจะมีการออกใช้ธนบัตรชนิดราคา 20 บาท แบบใหม่ก็ล่วงเลยมาจนถึงปี 2546 ซึ่งเป็นธนบัตรแบบ 15 แล้ว ธนบัตรที่ออกใช้ในช่วงระยะแรกนั้น จะมีหมวดอักษรที่นำด้วยตัวเลขเป็นตัวเลข 2 หลัก เช่น ๙๓ ร – 93 T แล้วตามด้วยหมายเลขจำนวน 6 หลัก ต่อมาภายหลังได้มีการปรับเปลี่ยนใช้เป็นหมวดอักษรที่นำด้วยตัวเลขเป็นตัวเลขเพียงหลักเดียว เช่น ๘ ค – 8 C แล้วตามด้วยหมายเลขอีกจำนวน 7 หลัก

ในการพิมพ์ธนบัตรนั้นย่อมต้องมีเรื่องที่เกิดผิดพลาดในการพิมพ์อยู่บ้าง ซึ่งเมื่อพิมพ์เสร็จสมบูรณ์แล้วก็ต้องมีการตรวจทานกันอีกครั้งหนึ่งก่อน เพื่อที่จะคัดหาธนบัตรที่พิมพ์แล้วมีจุดผิดพลาดออกเพื่อนำไปทำลายทิ้ง เป็นการตรวจสอบคุณภาพของธนบัตรก่อนที่จะออกหมุนเวียนสู่มือประชาชน ธนบัตรที่มีข้อผิดพลาดที่หลุดรอดสายตาออกมาได้จะเรียกกันว่า “ธนบัตรตลก” ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งหายากและมีมูลค่าในกลุ่มผู้หาสะสมสูงกว่าราคาที่ปรากฏอยู่ที่หน้าธนบัตร แต่จะสูงแค่ไหนก็ต้องขึ้นอยู่กับความพึงพอใจระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายที่จะตกลงกัน

ธนบัตรที่ตัดเสร็จสมบูรณ์แล้วจะถูกมัดเข้าแหนบ ๆ ละ 100 ฉบับ ธนบัตรในแต่ละแหนบจะมีหมายเลข 3 ตัวข้างท้ายเรียงลำดับกันจาก XXXX001 เรื่อยไปจนถึง XXXX(+1)000 หากในแหนบนั้นมีธนบัตรที่พิมพ์เสียต้องถูกคัดทิ้งออกไป ก็จะมีธนบัตรที่พิมพ์ขึ้นไว้สำหรับใช้เติมแทรกใส่ทดแทน เพื่อไม่ให้กระทบกับลำดับหมายเลขของธนบัตรฉบับอื่น ๆ ภายในแหนบ ธนบัตรนี้จะเรียกกันว่า ธนบัตรทดแทน หรือ Star Notes ซึ่งแต่ก่อนนั้นธนบัตรที่ใช้เติมแทรกนี้จะสังเกตได้จากหมวดอักษร พ – S ในธนบัตร ซึ่ง พ มีความหมายถึงพิเศษ และ S หมายถึง Special แต่หลัง ๆ มาเจอแต่หมวดอักษร พ กับอักษรโรมันตัวอื่น เช่น A B C .. ที่ว่ากันว่าเป็นหมวดพิเศษใช้กับธนบัตรที่พิมพ์เสริม ซึ่งมีให้เจอกันได้อยู่บ่อย ๆ

y4958

คราวนี้ก็มาถึงเรื่องของธนบัตรที่ระลึกเนื่องในวาระครบ 120 ปี กระทรวงการคลัง 14 เมษายน 2538 กันบ้าง กระทรวงการคลังนั้นถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2418 โดยมีชื่อเรียกเมื่อแรกตั้งนั้นว่ากรมพระคลังมหาสมบัติ ก่อนที่จะยกฐานะขึ้นเป็นกระทรวงพระคลังมหาสมบัติในปี 2433 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงการคลังเมื่อปี 2476 สำหรับธนบัตรที่ระลึกรุ่นนี้ไม่ได้มีการออกแบบอะไรขึ้นเป็นพิเศษ แต่ได้นำธนบัตรหมุนเวียนแบบ 12 ชนิดราคา 10 บาท  มาพิมพ์ข้อความเพิ่มเติมไว้ว่า “๑๒๐ ปี กระทรวงการคลัง วันที่ ๑๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๓๘” ไว้ที่บริเวณตอนกลางของขอบล่างด้านหน้าธนบัตร ออกใช้วันแรกเมื่อ 11 เมษายน 2538 โดยเป็นธนบัตรที่มีหมวดอักษร ๐ธ จนถึง ๘ธ จำนวนพิมพ์ 90,000,000 ฉบับ ลายมือชื่อในธนบัตรคือ นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นายวิจิตร สุพินิจ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ราคาซื้อขายในหมู่นักสะสมดูเหมือนจะไม่ค่อยรุ่งพุ่งแรง น่าจะใกล้เคียงกันกับธนบัตรแบบ 12 ชนิดราคา 10 บาท ที่ออกใช้หมุนเวียนทั่วไป อาจจะเป็นเพราะมีจำนวนพิมพ์ออกใช้เยอะ ต่างกับก่อนหน้านี้ที่เคยมีการนำธนบัตรหมุนเวียนมาพิมพ์ข้อความเพิ่มเติมในลักษณะแบบที่ว่านี้ ในโอกาสที่มีการเปิดโรงพิมพ์ธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2512 โดยนำธนบัตรที่ใช้หมุนเวียนแบบ 11 ชนิดราคา 5 บาท และ 10 บาท มาพิมพ์ข้อความไว้ที่บริเวณตอนกลางของขอบล่างด้านหน้าธนบัตรว่า “ที่ระลึกการเปิดโรงพิมพ์ธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย 24 มิถุนายน 2512” แค่ข้อความแถวเดียวที่พิมพ์เพิ่มเติมนี่แหละ ราคาซื้อขายพร้อมกล่องและเล่มใส่กันตอนนี้อยู่ที่ระดับปลาย ๆ หลักพันจนถึงต้น ๆ หลักหมื่นนั่นเลย

y4959

เป็นแค่คนสะสมแบบที่เจอก็เก็บ ไม่เจอก็ไม่เก็บ ยิ่งเจอแพงยิ่งไม่เก็บ เมื่อเห็นก็อยากมีอยากได้เป็นปกติ แต่คลำกระเป๋าตังค์ดูแล้วก็ปลงความอยากลงได้ เดือน ๆ หนึ่งก็เหลือเงินกินข้าวแค่ไม่กี่บาทอยู่แล้ว ยกตัวอย่างธนบัตรชุดมหาราชที่เอามาเล่าถึง สมมุติถ้าราคาไล่ขยับขึ้นกันนักก็ไม่ต้องไปง้อหา เริ่มต้นใหม่ยังทันกับธนบัตรแบบที่ใช้หมุนเวียนอยู่ตอนนี้นี่แหละ เก็บได้เท่าราคาโดยไม่ต้องจ่ายส่วนเกินเพิ่ม ว่าแต่ตอนใช้เคยดูบ้างไหมว่าด้านหลังธนบัตรทั้ง 5 ชนิดราคาก็เป็นภาพของ “มหาราช” เช่นกัน แล้วยังเยอะกว่าเพราะมีตั้ง 5 พระองค์

ถึงจะใหม่วันนี้ แต่เชื่อเหอะว่าอีกไม่กี่ปีก็เก่า แถมตอนขัดสนยังไม่เสียดายที่จะหยิบเอาไปใช้ก่อน

ชัยพฤกษ์
6 พฤศจิกายน 2559