ธนบัตร 1000 บาท แบบแรกในรัชกาลที่ 9 และธนบัตรที่ระลึกเนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

y4978

ธนบัตรที่ระลึกซึ่งออกใช้เนื่องในมหามงคลวโรกาส เฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร​ะบรมราชินีนาถ เมื่อปี 2535 นั้น มีอยู่ชนิดราคาเดียวคือ 1000 บาท เป็นธนบัตรที่มีลายน้ำพระฉายาสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร​ะบรมราชินีนาถ โดยมีรูปลักษณะทั่วไปอื่น ๆ เหมือนกับธนบัตรที่ใช้หมุนเวียนแบบ 14 ชนิดราคา 1000 บาท เป็นธนบัตรที่พิมพ์ด้วยสีเทาเข้ม ซึ่งออกใช้เมื่อปี 2535 เช่นเดียวกัน ธนบัตรรุ่นนี้ ต้องนับว่าเป็นธนบัตรชนิดราคา 1000 บาท แบบแรกที่ออกใช้ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ใช้หมุนเวียนอยู่นานประมาณ 7 ปี ก่อนที่จะมีการออกใช้ธนบัตรแบบ 15 ชนิดราคา 1000 บาท เมื่อปี 2542 และมีการเปลี่ยนสีในการพิมพ์ธนบัตรชนิดราคา 1000 บาท จากสีเทาเข้มมาเป็นสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งก็ได้ใช้ต่อเนื่องมาจนถึง ธนบัตรแบบ 16 ชนิดราคา 1000 บาท ที่ใช้หมุนเวียนกันอยู่ในเวลานี้

y4970

ขอแวะเล่าถึงเรื่องของธนบัตรแบบ 14 ก่อนที่จะไปเล่าถึงธนบัตรที่ระลึกฯ ธนบัตรแบบ 14 ที่ว่านี้มีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิดราคา คือชนิดราคา 1000 บาท 500 บาท และ 100 บาท โดยมีการทยอยออกใช้ธนบัตรแต่ละชนิดราคาต่างช่วงต่างเวลากัน ชนิดราคาที่มีการออกใช้ก่อนก็คือ 1000 บาท เมื่อปี 2535 ถัดมาคือชนิดราคา 100 บาท ออกใช้เมื่อปี 2537 ซึ่งใช้อยู่นานประมาณ 10 ปี จึงมีการออกใช้ธนบัตรแบบใหม่ ส่วนชนิดราคา 500 บาท ออกใช้เมื่อปี 2539 ใช้อยู่ได้นานประมาณ 5 ปี ก็มีการออกใช้ธนบัตรแบบใหม่

อย่างไรก็ตามต้องย้อนทำความเข้าใจกันไว้อย่างหนึ่งว่าถึงแม้จะมีการออกใช้ธนบัตรแบบใหม่แล้วทุกครั้ง ธนบัตรแบบเก่าที่เคยใช้กันอยู่นั้นก็ยังคงใช้ได้อยู่เหมือนเดิม แม้จะเห็นว่ามีหมุนเวียนใช้น้อยลง ๆ ไปทุกที เพราะจะค่อย ๆ ถูกทยอยเก็บออกจากระบบ แต่ธนบัตรนั้นก็ยังคงเป็นเงินตราที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และยังคงเป็นอยู่ตราบเท่าที่ยังไม่มีการ “ถอนคืน” ซึ่งตามพระราชบัญญัติเงินตรากำหนดให้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่จะประกาศถอนคืนธนบัตรออกใช้ ซึ่งจะต้องลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาถึงชนิดและราคาของธนบัตรที่จะถอนคืน รวมทั้ง กำหนดระยะเวลา พนักงานเจ้าหน้าที่ และสถานที่ที่จะให้ประชาชนไปนำส่งธนบัตรที่ถอนคืน ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ว่าจะต้องมีระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ช่วงเวลาที่ว่านี้เป็นโอกาสของผู้ที่ถือธนบัตรซึ่งมีประกาศให้ถอนคืนอยู่นั้นนำไปส่งคืนเพื่อแลกค่าเป็นธนบัตรอื่นมาใช้แทน หรืออย่างการถอนคืนธนบัตรชนิดราคา 1000 บาท เมื่อปี 2488 ก็ให้นำมาจดทะเบียนเปลี่ยนสภาพเป็นพันธบัตรออมทรัพย์แทน เว้นแต่คนที่มีอยู่ยังอยากจะเก็บสะสมไว้ดูหรือนึกจะเก็งกำไรว่าน่าจะมีมูลค่าสูงขึ้นเพราะต่อไปจะเป็นของหายาก เมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่ประกาศให้นำส่งธนบัตรที่ถอนคืนแล้ว ธนบัตรนั้นก็จะกลายสภาพเป็นเงินที่ชำระหนี้ไม่ได้ตามกฎหมายไปในทันที หรือไม่มีสถานะเป็นเงินตราอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ดี กฎหมายยังเปิดโอกาสให้นำไปแลกค่ากับธนบัตรอื่นกับธนาคารแห่งประเทศไทยได้ต่อไปอีกภายในระยะเวลา 2 ปี หลังจากนั้นแล้วก็จะแลกค่าไม่ได้อีก แต่ก็ยังสามารถเอาไปซื้อขายกันได้ในแวดวงของนักสะสม

ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเพราะขั้นตอนกระบวนการต่างๆ ในการถอนคืนธนบัตรนั้นค่อนข้างจะยุ่งยากหรือเปล่า และประชาชนเองก็น่าจะมีความวุ่นวายสับสนกันอยู่พอสมควร ก็เลยทำให้ที่ผ่านมาไม่ค่อยจะได้มีการประกาศถอนคืนธนบัตรกันสักเท่าไร เท่าที่ได้ยินได้ฟังมาว่านับตั้งแต่ที่บ้านเรามีธนบัตรออกใช้เมื่อปี 2445 นั้น ดูเหมือนจะเคยมีธนบัตรที่ถูกประกาศถอนคืนอยู่แค่ไม่เยอะนัก เท่าที่ผู้เขียนพอจะรู้ก็มีอย่าง ธนบัตรชนิดราคา 1000 บาท ที่ออกใช้ก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2488 ธนบัตรชนิดราคา 20 บาท ที่ออกใช้ก่อนวันที่ 20 พฤศจิกายน 2489 และธนบัตรชนิดราคา 50 บาท ที่ออกใช้ก่อนวันที่ 20 พฤศจิกายน 2489 ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดรู้มาว่ายังมีมากกว่านี้อีก ก็ช่วยเสริมเพิ่มเติมไว้ให้เป็นความรู้ไปทั่ว ๆ กันด้วยจะได้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพื่อที่ผู้คนจะได้ไม่เกิดความตระหนกกังวลใจไปกับธนบัตรที่มีอยู่ในมือเมื่อทางราชการจะมีการนำธนบัตรแบบใหม่ออกมาใช้ทุกครั้ง

ที่หยิบเรื่องนี้นำมาเล่าแทรกไว้เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยก็เพื่อที่จะบอกว่า ทุกวันนี้ธนบัตรอีกหลายแบบและอีกหลายชนิดราคาก็ยังคงมีสถานะเป็นเงินตราซึ่งเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายอยู่ แล้วถ้าหากลองนำเรื่องที่ว่านี้มาผูกโยงเข้ากับกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการทำความผิดในการปลอมหรือแปลงธนบัตรแล้ว ก็จะเห็นว่าหากเป็นการทำปลอมหรือแปลงธนบัตรถึงแม้จะแบบเก่า ๆ ที่ออกใช้มานานแล้ว แต่ก็เป็นธนบัตรที่ยังไม่ได้มีการประกาศถอนคืนมาก่อน ก็ต้องเท่ากับว่าการกระทำนั้นเป็นการทำปลอมหรือแปลงเงินตรา บทกำหนดโทษก็เป็นไปตามความผิดซึ่งไม่ได้ต่างอะไรไปจากการทำปลอมหรือแปลงธนบัตรแบบที่ใช้หมุนเวียนกันอยู่ในปัจจุบันเลย

y4976

ถึงจะเล่าไถลออกนอกเรื่องไปไกลสักหน่อยแต่ก็น่าจะพอเป็นประโยชน์อยู่บ้าง ย้อนกลับมาเข้าเรื่องธนบัตรแบบ 14 กันต่อดีกว่า เมื่อย้อนกลับไปดูภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงทศวรรษปี 2526-2535 นั้น จะเห็นได้ว่าเป็นช่วงที่เติบโตขึ้นอย่างเร็วมาก อัตราการเติบโตนั้นมีค่าเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 7.9 เปอร์เซ็นต์ ก่อนที่ฟองสบู่จะมาแตกเสียงดังโพละใหญ่ ๆ เมื่อปี 2540 ในวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เมื่อภาวะเศรษฐกิจและการเงินเติบโตขึ้นมากนั้น ความต้องการใช้ธนบัตรชนิดราคาสูงก็มีมากขึ้นตามไปด้วย จึงได้มีการนำธนบัตรชนิดราคา 1000 บาท ออกใช้กันอีกครั้งหนึ่ง

โดยก่อนหน้านี้ธนบัตรชนิดราคา 1000 บาท เคยออกใช้ในบ้านเรามาก่อนแล้วใน ธนบัตรแบบ 1 ซึ่งออกใช้เมื่อปี 2445 ธนบัตรแบบ 2 ออกใช้เมื่อปี 2471 ธนบัตรแบบ 4 ออกใช้เมื่อปี 2482 ธนบัตรแบบพิเศษที่พิมพ์โดยกรมแผนที่ทหารในช่วงต้นสงครามมหาเอเชียบูรพา ออกใช้เมื่อปี 2486 และธนบัตรแบบ 5 ออกใช้เมื่อปี 2487 แต่ภายหลังเมื่อปี 2488 ที่ได้มีการประกาศถอนคืนธนบัตรชนิดราคา 1000 บาท แล้ว ก็ไม่ได้มีการออกธนบัตรชนิดราคา 1000 บาทนี้อีก เว้นช่วงหายหน้าหายตาไปประมาณเกือบ 50 ปี จึงได้มีการออกใช้อีกครั้งหนึ่ง

y4971

ธนบัตรแบบ 14 ชนิดราคา 1000 ออกใช้วันแรกเมื่อ 10 สิงหาคม 2535 เป็นธนบัตรที่มีขนาดความสูงของกระดาษ 8.00 เซนติเมตร ซึ่งต้องนับว่าเป็นธนบัตรหมุนเวียนรุ่นสุดท้ายที่มีความสูงขนาดนี้ เพราะหลังจากนั้นเป็นต้นมาธนบัตรหมุนเวียนทุกชนิดราคาที่ออกใช้จะถูกออกแบบให้มีความสูงไว้เป็นมาตรฐานเพียง 7.20 เซนติเมตรเท่ากัน เพื่อให้สะดวกต่อการจัดเก็บใส่ในกระเป๋าธนบัตรที่ใช้กันอยู่ทั่วไป สำหรับลายมือชื่อในธนบัตรแบบ 14 ชนิดราคา 1000 บาท ที่ออกใช้เป็นรุ่นแรกนั้นคือ นายพนัส สิมะเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นายวิจิตร สุพินิจ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากเป็นธนบัตรที่มีมูลค่าสูง ในธนบัตรจึงได้มีนำสิ่งต่อต้านการปลอมแปลงทั้งเทคโนโลยีแบบเก่าและใหม่มาใช้อยู่หลายอย่างหลายชนิด ซึ่งได้ทำภาพมาให้ดูประกอบเป็นตัวอย่างบางส่วน ซึ่งคิดว่าก็น่าจะพอเพียงกับการที่จะใช้พิสูจน์ทราบว่าธนบัตรแบบที่ว่านี้ฉบับไหนเป็นของจริงหรือเป็นของปลอม คืออะไรที่มีไม่เหมือนของจริงก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าน่าจะเป็นของปลอม ก็เลยถือโอกาสขออนุญาตไม่ขยายความในรายละเอียดให้ยืดยาวอีก

y4974

ธนบัตรที่เป็นของจริงนั้นหากนำไปดูภายใต้แสงเหนือม่วงก็จะเห็นเส้นใยเรืองแสง หรือที่บางคนเรียกกันว่า “เส้นขนแมว” ฝังอยู่ในเนื้อธนบัตร ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าในภาวะแสงสว่างปกติทั่ว ๆ ไป

y4973

ในธนบัตรที่ใช้ผ่านมือกันอยู่ทุกวี่ทุกวันนี้ ถ้าไม่ได้หยิบขึ้นมาพินิจดูก็อาจจะไม่ได้รู้ว่ามีภาพหรือข้อความอะไรอยู่บ้าง อย่างบริเวณด้านหลังของธนบัตรแบบ 14 ชนิดราคา 1000 บาทนี้ เท่าที่พอจะเห็นก็มีตั้งแต่ข้อความที่อยู่มุมบนด้านซ้ายมือของธนบัตร ซึ่งอัญเชิญพระปฐมบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ความว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” มาพิมพ์ไว้ สำหรับภาพประธานในธนบัตรด้านหลังเป็นภาพเมื่อครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรบริเวณที่สร้างฝายและอ่างเก็บน้ำบ้านบากง ตำบลรือเสาะ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ภาพประกอบอื่น ๆ ก็มีภาพที่เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎร ภาพเขื่อนภูมิพลที่อำเภอสามเงา จังหวัดตาก และภาพน้ำตกกรุงชิง ชั้นน้ำตกซึ่งมีชื่อเรียกว่า “หนานฝนแสนห่า” ที่ตำบลกรุงชิง อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช

y4972

สำหรับธนบัตรที่ระลึกเนื่องในมหามงคลวโรกาส เฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร​ะบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม 2535 นั้น เป็นธนบัตรที่ออกใช้วันแรกในวันเดียวกันกับธนบัตรแบบ 14 ชนิดราคา 1000 บาท คือวันที่ 10 สิงหาคม 2535 ซึ่งมีลายน้ำในธนบัตรเป็นพระฉายาสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร​ะบรมราชินีนาถ ใต้ลายน้ำพิมพ์ข้อความไว้ว่า “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร​ะบรมราชินีนาถ เฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ วันที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๓๕” หมวดอักษรในธนบัตรเป็นหมวด ๙ก พิมพ์ออกใช้จำนวน 9,999,999 ฉบับ ลายมือชื่อในธนบัตร นายพนัส สิมะเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นายวิจิตร สุพินิจ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย พิมพ์ที่โรงพิมพ์ธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้แลกค่าในราคาเท่ากับราคาหน้าธนบัตรคือ 1000 โดยไม่มีปกหรือวัสดุอื่นที่ใช้สำหรับใส่ธนบัตรจำหน่ายร่วมด้วย

เสียดายก็แต่เมื่อตอนที่เปิดให้แลกค่านั้น เป็นปีที่เงินเดือนยังพอมีให้เหลือติดกระเป๋าแค่น้อยนิด ก็เลยปันไปต่อแถวแลกได้มาเก็บเอาไว้อยู่แค่ใบเดียว

ชัยพฤกษ์
3 พฤศจิกายน 2559