น้อมรำลึกฯ กับสิ่งของที่เก็บเล็กประสมน้อย “บัตรธนาคาร 60 บาท ปี 2530”

y5008

ในช่วงเวลาแห่งการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนี้ ได้ใช้โอกาสเปิดตู้ที่ใช้เก็บสิ่งละอันพันละน้อยซึ่งได้เก็บเล็กประสมน้อยสะสมวางปน ๆ กันไว้ในช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมานี้ออกมาดู นั่งค้นหาและบรรจงรวบรวมหลาย ๆ สิ่งของที่นำพาหัวใจให้น้อมรำลึกฯ ถึงพระองค์ท่าน แยกมาเตรียมจัดไว้ในตู้เก็บเดียวกันทั้งที่เป็นหนังสือ ธนบัตร เหรียญกษาปณ์ และตราไปรษณียากร ให้เห็นชัด เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่จะจารึกอยู่ในหัวใจชั่วกาล และขอใช้เป็นโอกาสที่จะได้นำรูปและเรื่องของสิ่งสะสมเหล่านี้ทยอยนำมาเล่าสู่กันฟัง

ขอเริ่มต้นนำมาเล่าในส่วนของธนบัตรที่ระลึกซึ่งออกเป็นพิเศษในโอกาสต่าง ๆ นอกเหนือจากธนบัตรที่ออกใช้หมุนเวียนทั่ว ๆ ไปก่อน ซึ่งก็คงจะไม่ได้นำมาเล่ากันได้ครบถ้วนทุกแบบทุกรุ่นเหมือนอย่างหลาย ๆ ที่ แต่คงจะหยิบนำมาเล่าเฉพาะของที่พอจะได้มีเก็บสะสมเอาไว้อยู่บ้าง

เมื่อพูดถึง “เงิน” ที่เรียกกันว่า “เงินตรา” ซึ่งมีความหมายถึง “เงินที่รัฐกำหนดขึ้นให้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย” นั้น  ของบ้านเราก็คงต้องไปเปิดพระราชบัญญัติเงินตราดู ในนั้นจะบอกเอาไว้ว่าเงินตราของบ้านเรานั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 อย่าง อย่างแรกเรียกว่า “ธนบัตร” ซึ่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้จัดทำจัดการ และนำออกใช้ กับอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า “เหรียญกษาปณ์” ซึ่งให้กระทรวงการคลังเป็นผู้จัดทำและนำออกใช้ ทั้งสองหน่วยงานที่ว่านี้ก็ได้มีการจัดตั้งส่วนงานขึ้นมาทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีส่วนงานที่เรียกว่าฝ่ายบริหารจัดการธนบัตรทำหน้าที่ดูแลจัดการเกี่ยวกับธนบัตร ส่วนกระทรวงการคลังก็มีส่วนงานที่เรียกว่าสำนักกษาปณ์ สังกัดกรมธนารักษ์ ทำหน้าที่ดูแลจัดการเกี่ยวกับเหรียญกษาปณ์

แต่ถ้าไปเปิดพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทยดู ก็จะพบว่ายังมีเงินตราอยู่อีกประเภทหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า “บัตรธนาคาร” ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะออกบัตรธนาคารในราชอาณาจักร และให้ถือว่าบัตรธนาคารที่ ออกนั้นเป็นธนบัตรตามกฎหมายว่าด้วยเงินตรา เพราะฉะนั้นหากมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับบัตรธนาคารอย่างเช่นการปลอมหรือแปลง ก็จะมีโทษเช่นเดียวกันกับการปลอมแปลงเงินตราอย่างธนบัตรและเหรียญกษาปณ์

บ้านเรามีธนบัตรออกใช้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2445 ก่อนหน้าที่จะออกใช้ธนบัตรได้สิบกว่าปีนั้น ได้มีธนาคารพาณิชย์ของต่างชาติ 3 แห่ง ที่มาเปิดสาขาในบ้านเราประสบกับปัญหาที่เงินบาทเหรียญซึ่งทำด้วยโลหะมีหมุนเวียนไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงขออนุญาตออกเงินกระดาษที่เรียกว่า บัตรธนาคาร หรือ Banknote ซึ่งมีลักษณะเป็นเหมือนตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อความสะดวกในการใช้แลกเปลี่ยนชำระหนี้ระหว่างธนาคารกับลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นพ่อค้าชาวต่างชาติและข้าราชการที่มีการทำธุรกรรมกับธนาคารในวงเงินค่อนข้างสูง โดยผู้ที่ถือบัตรธนาคารดังกล่าวไว้สามารถนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเหรียญเงินบาทจากธนาคารได้เมื่อต้องการ ภายหลังจากประเทศไทยได้มีธนบัตรออกใช้แล้ว บัตรธนาคารดังกล่าวก็ค่อย ๆ ถูกถอนออกจากระบบการเงินจนหมด ซึ่งธนบัตรที่ออกใช้นั้นก็ยังคงใช้คำเรียกว่า Banknote อยู่เช่นเดียวกัน และเป็นที่มาของคำเรียกติดปากกันว่า “แบงค์” มาจนทุกวันนี้

ในช่วงของการนำธนบัตรออกใช้ในครั้งแรกนั้น ธนบัตรที่นำออกใช้ก็ยังคงมีลักษณะเป็นเหมือนตั๋วสัญญาใช้เงินเช่นเดียวกัน เนื่องจากเกรงว่าประชาชนซึ่งมีความคุ้นเคยกับเงินตราที่เป็นเหรียญโลหะมานาน จะยังไม่มั่นใจกับค่าของเงินที่ทำจากกระดาษ ดังจะเห็นได้จากการพิมพ์ข้อความไว้ในหน้าธนบัตรด้วยว่า “สัญญาจะจ่ายเงินให้แก่ผู้นำธนบัตรนี้มาขึ้นเป็นเงินตราสยาม” เพื่อที่จะทำให้เกิดความมั่นใจว่าหากไม่ต้องการเก็บธนบัตรไว้ ก็สามารถที่จะนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราที่ทำจากโลหะได้ ล่วงมาจนถึงปี 2461 จึงได้มีการออกกฎหมายให้งดจ่ายเงินตราที่เป็นเหรียญโลหะแก่ผู้ที่นำธนบัตรมาแลกอีก และเมื่อมีการออกพระราชบัญญัติเงินตราในปี 2471 ธนบัตรจึงมีสถานะที่เป็นเงินตราอย่างสมบูรณ์ และข้อความที่พิมพ์ไว้ในหน้าธนบัตรที่ได้พิมพ์ขึ้นหลังจากนั้นก็ได้เปลี่ยนเป็น “ธนบัตรเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย”

เมื่อมีการตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางเมื่อปี 2485 นั้น กฎหมายที่ออกในตอนนั้นได้กำหนดเงื่อนไขในการที่จะนำออกใช้บัตรธนาคารไว้ว่า “..จนกว่าจะถึงเวลาที่การเงินระหว่างประเทศจะได้เข้าสู่ภาวะอันประจักษ์แจ้งและมั่นคงพอสมควรแล้ว..” ซึ่งเมื่อภายหลังสงครามมหาเอเชียบูรพาสิ้นสุดลงเมื่อปี 2488 ก็เคยมีแนวความคิดที่จะได้มีการนำบัตรธนาคารออกใช้ จนถึงกับได้มีการออกแบบบัตรธนาคารที่จะนำออกใช้จำนวน 5 ชนิดราคาไว้แล้ว ได้แก่ 1 บาท 5 บาท 10 บาท 50 บาท และ 100 บาท แต่เมื่อเห็นว่าประชาชนน่าจะคุ้นเคยกับธนบัตรมานานพอสมควร เกรงว่าอาจจะเกิดความสับสนได้ ก็เลยไม่ได้มีการพิมพ์บัตรธนาคารที่ได้ออกแบบไว้แล้วนำออกใช้

y5007

จนกระทั่งมาถึงปี 2530 ในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเจริญพระชนมพรรษาหกสิบบริบูรณ์ จึงได้มีการนำออกใช้บัตรธนาคารซึ่งออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยเป็นบัตรธนาคารชนิดราคา 60 บาท รูปสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาดกว้าง 15.9 เซนติเมตร และยาว 15.9 เซนติเมตร พิมพ์โดยโรงพิมพ์ธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย เริ่มจ่ายแลกเป็นวันแรกในวันที่ 8 ธันวาคม 2530 ในราคาจ่ายแลก 60 บาท พิมพ์ออกใช้จำนวน 9,999,999 ฉบับ ลายมือชื่อในธนบัตรประกอบด้วย นายสุธี สิงห์เสน่ห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นายกำจร สถิรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

y5006

y5005

บัตรธนาคารที่ออกใช้ในครั้งนี้น่าจะนับได้ว่าเป็นการออกธนบัตรที่ระลึกเป็นครั้งแรกของบ้านเรา เพราะถ้าย้อนไล่ดูไปก่อนหน้านั้นนับตั้งแต่ที่มีการนำธนบัตรออกใช้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2445 แล้วผู้เขียนดูไม่ผิดหรือหลุดตาหายไป ธนบัตรที่นำออกใช้ต่างเวลา ต่างรุ่น ต่างแบบ และต่างราคา ทั้งหมดก่อนหน้านี้นั้นจะเป็นธนบัตรแบบที่ใช้หมุนเวียนกันอยู่ทั่วไป ไม่ได้ออกแบบให้มีรูปลักษณะเป็นการเฉพาะเพื่อนำออกใช้ในโอกาสที่มีความสำคัญยิ่ง โดยเจตนาสำคัญก็เพื่อให้ผู้แลกค่านำไปเก็บสะสมไว้เป็นที่ระลึก ธนบัตรแบบนี้จึงเรียกกันว่า “ธนบัตรที่ระลึก” ซึ่งขณะเดียวกันก็ยังมีสถานะเป็นเงินตราที่ใช้ชำระหนี้ตามกฎหมายได้เช่นเดียวกับธนบัตร

y5004

y5003

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นเมื่อปี 2512 ในโอกาสที่มีการเปิดโรงพิมพ์ธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย ขึ้นเป็นครั้งแรก ก็เคยมีการนำธนบัตรที่ใช้หมุนเวียนซึ่งเป็นธนบัตรแบบ 11 ชนิดราคา 5 บาท และ 10 บาท ซึ่งบริเวณตอนกลางของขอบล่างด้านหน้าธนบัตรมีการพิมพ์ข้อความเพิ่มเติมไว้ว่า “ที่ระลึกการเปิดโรงพิมพ์ธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย 24 มิถุนายน 2512” ซึ่งธนบัตรรุ่นนี้ผู้เขียนเคยได้เห็นแต่ไม่ได้มีสะสมไว้ และดูเหมือนธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็ไม่ได้นับรวมเข้าเป็นธนบัตรที่ระลึกเอาไว้ด้วย ก็เลยได้แต่เอารูปธนบัตรแบบ 11 ทั้งสองชนิดราคาที่พอจะมีเก็บไว้อยู่มาให้ดูแทนเผื่อจะนึกหน้าตากันไม่ออก ซึ่งก็น่าจะเป็นธนบัตรที่นำออกใช้ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับธนบัตรรุ่นที่มีการพิมพ์ข้อความเพิ่มเติมที่ว่า ซึ่งก็คือรุ่นที่มีลายมือชื่อในธนบัตรของ นายเสริม วินิจฉัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง และ นายป๋วย อี๊งภากรณ์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เช่นเดียวกัน

y5002

ย้อนความกลับมาดูถึงลักษณะพิเศษที่มีอยู่ในบัตรธนาคารที่มีการออกใช้เป็นครั้งแรกนี้ ซึ่งได้นำสิ่งต่อต้านการปลอมแปลงธนบัตรที่นับว่าเป็นสิ่งทันสมัยในยุคสมัยนั้นมาใช้เป็นประเทศแรก ๆ ซึ่งก็คือการใช้หมึกชนิดพิเศษที่เรียกว่า Optically Variable Ink หรือมีชื่อเรียกย่อ ๆ ว่า OVI  พิมพ์ส่วนที่เป็นรูปพระราชลัญจกรประจำพระองค์บนด้านหน้าธนบัตร ซึ่งเมื่อเวลาที่เอียงภาพเปลี่ยนมุมมองก็จะเห็นสีในภาพเปลี่ยนสีจากสีเขียวเป็นสีน้ำเงินเข้ม และยังมีการนำเส้นใยเรืองแสงมาโรยใส่ไว้ในเนื้อกระดาษ ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่จะเห็นได้เมื่อนำมาดูภายใต้แสงเหนือม่วง ซึ่งแม้จะเห็นว่ามีเส้นใยอยู่ในเนื้อกระดาษจำนวนที่ไม่มากนัก ก็คงเป็นเพราะสมัยนั้นต้นทุนคงจะค่อนข้างแพง ต่างจากธนบัตรที่นำออกใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ที่มีเส้นใยเรืองแสงใส่ไว้เยอะขึ้น ยิ่งเป็นธนบัตรที่มีราคาสูงกว่าก็จะมีเส้นใยเรืองแสงเยอะกว่าธนบัตรที่มีราคาน้อยกว่า

y5001

y5000

สิ่งต่อต้านการปลอมแปลงในเนื้อกระดาษธนบัตรอีกสองอย่างก็ยังมีลักษณะที่แตกต่างกับธนบัตรที่ออกใช้หมุนเวียนอยู่ทั่วไป อย่างสิ่งที่เรียกกันว่าเส้นมั่นคง หรือ Security thread ซึ่งมีลักษณะเหมือนเป็นเส้นพลาสติกยาว ๆ ฝังอยู่ในเนื้อกระดาษธนบัตรนั้น ปกติทั่วไปธนบัตรที่ออกใช้ในช่วงสมัยนั้นก็จะเห็นด้วยตาเปล่าว่าเป็นเส้นสีดำ ๆ แต่ในบัตรธนาคารที่ว่านี้เส้นมั่นคงจะเห็นเป็นสีแดง ขาว น้ำเงิน ขาว แดง สลับกันไปเช่นเดียวกับสีธงชาติ และยังมีตัวอักษรเขียนว่า ทรงพระเจริญ สลับด้านหน้าและหลังตลอดทั้งแนวเส้นมั่นคงที่ว่านี้ ในส่วนของลายน้ำต่อต้านการปลอมแปลงก็ทำไว้เป็นรูปสามเหลี่ยมเล็ก ๆ ซึ่งจะมองเห็นได้เมื่อยกขึ้นส่องกับแสงสว่าง

y4999

y4998

นอกเหนือจากตัวบัตรธนาคารเองแล้ว ยังค้นเจอว่าได้เก็บซองกระดาษที่ใช้ใส่บัตรธนาคารที่ว่านี้เอาไว้ด้วย ซึ่งจำไม่ได้แล้วว่าไปได้มาจากที่ไหน รวมไปถึงเล่มปกที่ใช้บรรจุใส่บัตรธนาคารชนิดราคา 60 บาทนี้ด้วย

y4996

y4997

ภายในเล่มปกที่ว่านี้ได้พิมพ์รายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบัตรธนาคารเอาไว้ให้อ่านกันด้วย การจัดทำดูเป็นมาตรฐานเพราะพิมพ์รายละเอียดทั้งที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษเอาไว้คู่กัน เก็บเอาไว้มานานเกือบจะ 30 ปีแล้ว จนกระทั่งลืมไปแล้วว่าได้มาจากที่ไหน ใครเป็นผู้จัดพิมพ์ และช่วงนั้นจำหน่ายกันอยู่ที่ราคาเท่าไร หากใครมีเล่มปกอย่างที่ว่านี้อยู่เหมือนกันแล้วพอจะนึกออก ก็ช่วยบอกด้วยจะเป็นบุญคุณยิ่ง เพราะจะได้เป็นข้อมูลที่เก็บบันทึกไว้กับตัวเองให้ครบถ้วนก่อนที่จะส่งต่อให้แก่คนรุ่นต่อไป

y4995

y4994

สำหรับในส่วนของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกที่ได้มีการจัดทำและนำออกใช้เป็นครั้งแรกนั้น ถ้าผู้เขียนย้อนไล่ดูไม่ผิดก็น่าจะเป็นเหรียญกษาปณ์ชนิดราคา 1 บาทที่ทำด้วยโลหะนิเกิลซึ่งเรียกกันว่า “เหรียญเสด็จนิวัต พระนคร” นำออกใช้เมื่อปี 2504 ซึ่งเรื่องต่าง ๆ ที่เล่าถึง หากคลาดเคลื่อนผิดพลาดไปอย่างไรก็ต้องขออภัยกับความรู้น้อยของนักเก็บของสมัครเล่นอย่างผู้เขียนด้วย ของสะสมได้มาแล้วก็เก็บวางใส่ตู้ไว้ไม่ค่อยมีโอกาสได้จัดเรียง เพราะเวลาส่วนใหญ่มักจะใช้หมดไปกับเรื่องกินและเรื่องเที่ยวอย่างที่ได้เอารูปและเรื่องมาเล่าให้อ่านกันมาอยู่หลายปีแล้ว

ชัยพฤกษ์
30 ตุลาคม 2559