มาก่อนน้ำไปก่อนโปเกมอน เที่ยวเมืองเก่าสุโขทัยตอนยุคประเทศไทย 4.0

y5383

ในยุคสมัยที่บ้านเรากำลังก้าวเท้าเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมชนิดที่เรียกว่าโมเดลหรือรหัสใหม่ “ประเทศไทย 4.0” เรียกให้ดูเป็นฝรั่งหน่อยก็ว่า “Thailand 4.0” แต่ในคืนวันที่ไปค้างนอนอยู่ที่เมืองพิษณุโลกเกิดนึกอยากจะขับรถไปเดินดูเมืองเก่าสุโขทัยอีกสักครั้ง ในวันที่ไม่มีมวลน้ำมาไหลท่วมเหมือนอย่างปี 2554 และไปมาตั้งแต่วันก่อนหน้าที่จะมีเหล่านักจับโปเกมอนไปเดินก้มหน้าชน แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องบันดาลใจแค่อย่างเดียวหรอกที่ทำให้ขึ้นรถขับไปสุโขทัย เพราะยังมีแรงผลักที่แรงจัดจ้านอีกอย่างก็คือเรื่องที่นึกอยากจะไปกินก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยอยู่ด้วย

y5382

y5381

ด้วยความที่เป็นคนในรุ่นแสวงหาที่ยังติดชอบกับเนื้อหาเพลงของพิงก์ฟลอยด์อย่าง Another Brick in the Wall ที่จากวันนั้นไม่ว่าจะผ่านมายาวนานแล้วกี่ปี สุดท้ายก็ได้รู้ว่าถึงวันนี้เราก็ยังเป็นได้แค่เพียงอิฐก้อนหนึ่งในกำแพงที่ถูกสร้างขึ้น ..All in all it’s just another brick in the wall. All in all you’re just another brick in the wall.. อย่างที่เพลงว่าไว้ เมื่อยังเป็นได้แค่ก้อนอิฐเวลาไปไหนมาไหนก็เลยชอบที่จะไปเดินดูกองก้อนอิฐที่วางซ้อนกันอยู่เป็นสิ่งก่อสร้างเก่า ๆ อย่างที่ไปสุโขทัยทุกครั้งก็จะต้องแวะไปเดินดูกองก้อนอิฐอย่างที่ชอบในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เป็นอะไรที่ดูได้เรื่อย ๆ ไม่เคยรู้สึกเบื่อ ซึ่งก็ได้ไปเดินดูมาครั้งสุดท้ายก่อนหน้านี้เมื่อสักประมาณ 6-7 ปีก่อน ในช่วงที่มีการจัดงานลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ

y5380

y5379

แต่ถึงจะเคยไปอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ค่อยจะได้เที่ยวดูอย่างละเอียด ยังเป็นนักเที่ยวแบบแวะ ๆ โผล่หน้าเยี่ยม ๆ มอง ๆ เก็บความดื่มด่ำจนอิ่มพอใจแล้วก็กลับ ส่วนใหญ่ก็จะเดินดูอยู่แค่ในพื้นที่กำแพงเมือง ไม่ค่อยได้ออกไปตระเวนดูสิ่งก่อสร้างเก่า ๆ นอกกำแพงเมืองที่มีอยู่ทั้ง 4 ทิศ จะมีหลุดออกไปบ้างก็คือไปดูพระอจนะพูดได้ที่วัดศรีชุม หรืออย่างที่ไปคราวสุดท้ายก่อนหน้านี้ก็แวะไปเดินดูวัดตระพังทองที่อยู่กลางสระตระพังทอง ซึ่งว่ากันว่ามีมาตั้งแต่ในสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชนู่นเลย เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นวัดที่มีพระจำพรรษาอยู่

y5378

y5377

มาถึงที่นี่แล้วก่อนอื่นก็มักจะไปแวะไหว้พระบรมราชานุสาวรีย์ของพ่อขุนรามคำแหงก่อน ซึ่งได้มีการอัญเชิญมาประดิษฐานอยู่บนแท่นฐานที่อยู่นี้มาตั้งแต่ปี 2519 ลักษณะพระพักตร์ที่คงไม่มีใครเกิดทันได้เห็นนั้น ก็อาศัยดูจากเค้าโครงอย่างพระพักตร์ของพุทธรูปสมัยสุโขทัย ดูภาพจำหลักที่อยู่ข้าง ๆ แล้ว ก็ยังเผลอจินตนาการไปถึงเศรษฐกิจแบบที่ว่า “เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ ลูท่างเพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า” ทั้งไม่เก็บภาษีแล้วก็ไม่กีดกันทางการค้าแบบนี้ ก็น่าจะพอเรียกได้ว่าแนวคิดเรื่องการค้าเสรีนั้นสุโขทัยก็ใช้มาแล้วตั้งแต่เมื่อ 700 กว่าปีก่อน

y5376

y5375

ปี 2559 นี้เป็นปีที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยมีอายุครบ 40 ปีนับตั้งแต่ที่ได้มีการก่อตั้งโครงการขึ้นเมื่อปี 2519 ซึ่งได้มีการเริ่มต้นฟื้นฟูเพื่ออนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าสุโขทัยกันอย่างจริงจัง จนกระทั่งมีการเปิดอย่างเป็นทางการได้เมื่อปี 2531 และได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกมาตั้งแต่ปี 2534 เวลาที่ได้ตีตั๋วเข้าไปเดินดื่มด่ำดูก้อนอิฐเก่า ๆ ในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ก็ชอบที่จะไปเดินดูอยู่ที่วัดมหาธาตุก่อนที่อื่น ๆ ทุกครั้ง เพราะเป็นวัดใหญ่ที่มีอะไรให้ดูอยู่เยอะแยะ โดยเฉพาะเจดีย์ที่มีทั้งเจดีย์ประธาน เจดีย์ทิศ และเจดีย์เล็ก ๆ ที่เรียกกันว่าเจดีย์รายนั้น มีอยู่เยอะมากจนถ้าจะดูกันแบบละเอียดก็คงจะเพลินหมดวันไปได้อย่างไม่รู้ตัว

y5374

y5373

เดินผ่านเข้ากำแพงวัดมาแล้วก็ขึ้นมาที่วิหารที่อยู่ตรงด้านหน้าสุดก่อน ตรงนี้เรียกกันว่าวิหารสูง ไม่รู้ว่าเรียกกันชื่อนี้เพราะสร้างอยู่บนฐานที่สูงกว่าวิหารอื่นหรือเปล่า เข้ามาที่วิหารนี้ก็มีให้ดูทั้งศิลาแลงและอิฐดินเผา ไม่ใช่นักเที่ยวที่เที่ยวแบบลึกซึ้งอะไร สิ่งที่ได้ไปด่ำดื่มก็เป็นอะไรแค่ดูอยู่ผิว ๆ แบบที่จะต้องดูจนบอกได้ว่าอิฐก้อนไหนเก่าหรือก้อนไหนใหม่นั้นทำไม่เป็น และขืนทำก็คงจะเที่ยวแบบเครียดป่วยไปเสียก่อน ซึ่งก็ไปสอดรับเข้ากับเรื่องที่ไปเที่ยวแล้วไม่อยากเครียดอีกอย่างพอดี นั่นก็คือเรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่ยังมีประเด็นข้อมูลถกแถลงยกแย้งกันอยู่ยังไม่รู้จบ ก็คงจะมีถูกบ้างผิดบ้างเพราะไม่มีใครเกิดทันและอยู่ทนมาได้ตั้งแต่สมัยนั้น ได้ไปพบเจอข้อมูลอะไรกันมาก็ค่อย ๆ เอามาปะติดปะต่อคล้าย ๆ นิยายสืบสวนอะไรประมาณนั้น

y5372

y5371

เดินถัดตรงเข้ามาจากวิหารสูงก็ถึงวิหารหลวง เสาศิลาแลงน่าจะถึงขนาด 2 คนโอบ ดูใหญ่โตกว่าเสาศิลาแลงที่วิหารสูง แหล่งศิลาแลงของสุโขทัยสมัยนั้นไม่รู้ว่าน่าจะอยู่แถว ๆ นาขุนไกรที่ศรีสำโรงหรือเปล่า เพราะเคยได้ไปแวะโผล่หน้าดูเตาเผาโบราณที่ว่ากันว่าใช้หลอมศิลาแลงขึ้นรูปให้เป็นก้อน ๆ แต่จะโบราณแค่ไหนนั้นดูไม่เป็น ศิลาแลงที่จะเอามาต่อเรียงชั้นทำเป็นเสาแท่งกลม ๆ นั้น ก็ต้องเอาดินแข็งชั้นแม่รังหรือชั้นศิลาแลงมาเผาหลอมขึ้นรูปก่อน

y5370

y5369

ผ่านดูทั้ง 2 วิหารก็ได้เห็นแต่เสาตั้งอยู่เป็นแท่ง ๆ ไม่ได้เห็นร่องรอยเศษซากของส่วนที่น่าจะเป็นผนังกำแพงอยู่บ้าง การสร้างอาคารสมัยก่อนนั้นก็คงจะเป็นแบบเปิดโล่งไม่มีผนังอะไร แต่หลังคาก็คงจะมีเพราะทำเสาขึ้นไปตั้งรับไว้ คิดเอาเองว่าโครงหลังคาที่น่าจะเป็นไม้ก็คงผุพังไปตามกาลเวลา ตัวหลังคาที่เป็นกระเบื้องก็คงจะหล่นแตกเสียหายไปหมดแล้ว ส่วนที่อยู่ลึกสุดของวิหารหลวงมีแท่นฐานสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่แต่ไม่มีองค์พระอยู่ ซึ่งก็มีการตีความกันจากข้อความในหลักศิลาจารึกที่ 1 ที่บอกว่า ..กลางเมืองสุโขทัยนี้มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง.. ก็เชื่อว่าแต่เดิมที่ตรงนี้จะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองสำริดปางมารวิชัยแบบสุโขทัย ซึ่งก็คือพระศรีศากยมุนีที่ประดิษฐานอยู่ในวิหารหลวงวัดสุทัศน์ฯ ทุกวันนี้

y5368

y5367

อยู่ต่อเลยลึกถัดจากวิหารหลวงเข้าไปก็เป็นกลุ่มเจดีย์ที่มีเจดีย์ประธานอยู่ตรงกลางและมีเจดีย์บริวารเป็นเจดีย์ประจำทิศและเจดีย์ประจำมุมอยู่โดยรอบทั้ง 8 ทิศ จะว่าไปแล้วสิ่งก่อสร้างที่เห็นกันอยู่ในบริเวณวัดมหาธาตุนั้นมีรูปทรงปะปนกันอยู่หลายรูปแบบ รวมทั้งกลุ่มเจดีย์ที่เห็นอยู่แถว ๆ ตรงนี้ด้วย ซึ่งก็มีทั้งที่ออกเป็นแนวศิลปะแบบขอม ศิลปะแบบสุโขทัยเอง ศิลปะแบบอยุธยา และศิลปะแบบหริภุญชัย ความแตกต่างที่เห็นได้ด้วยตานี้คงเกิดจากการก่อสร้างหรือซ่อมแซมในช่วงเวลาที่ต่างยุคต่างสมัยกัน ซึ่งก็น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าถึงตัวตนและความเป็นมาของสุโขทัย

y5366

y5365

เจดีย์ประธานของวัดมหาธาตุที่เห็นกันอยู่เป็นรูปทรงพุ่มข้าวบิณฑ์หรือดอกบัวตูมอย่างทุกวันนี้เป็นศิลปะแบบสุโขทัยเอง เมื่อหมดสิ้นยุคของอาณาจักรสุโขทัยแล้วก็ไม่ค่อยได้เป็นที่นิยมสร้างกันอีก แต่ถ้าดูเทียบกับเจดีย์บริวารที่อยู่รอบ ๆ โดยเฉพาะเจดีย์ประจำทิศหลักทั้ง 4 ทิศที่สร้างด้วยศิลาแลง ซึ่งรูปลักษณะเค้าเดิมดูน่าจะเป็นปรางค์แบบศิลปะขอม ดูแล้วก็จะเห็นความต่างแบบต่างยุคสมัยกันอยู่ ทำให้เชื่อกันว่าหน้าตาดั้งเดิมของเจดีย์ประธานไม่น่าจะเป็นอย่างที่เห็นอยู่ ส่วนขอมที่ถูกเอ่ยถึงนี้จะหมายถึงขอมซึ่งเป็นคนกลุ่มที่ตั้งอาณาจักรอยู่แถวลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาทางใต้ของสุโขทัยลงไป หรือจะเป็นขอมเมืองพระนครนั่นเลย ก็คงจะต้องปล่อยให้ผู้รู้หลาย ๆ ท่านทำหน้าที่ถกเถียงกันไปก่อน

y5364

y5363

ส่วนเจดีย์ที่อยู่ประจำมุมอีก 4 มุม ดูจากรูปทรงที่เป็นเจดีย์ปราสาทยอดสร้างด้วยอิฐแล้วก็ว่ากันว่าน่าจะมาสร้างเพิ่มเติมขึ้นในสมัยสุโขทัยยุคหลัง ๆ อีกหน่อย หรือน่าจะสร้างพร้อม ๆ กันกับตอนปรับเปลี่ยนหน้าตาเจดีย์ประธานนี่แหละ แต่กลุ่มเจดีย์ทั้งหมดนี้ก็รวมตัวกันอยู่บนฐานรองรับแบบที่เรียกกันว่าฐานไพทีเดียวกัน ตัวฐานยังประดับด้วยปูนปั้นรูปพระสาวกในท่ายกมือพนมไหว้เดินวนขวาอยู่รอบ ๆ ฐาน รวมจำนวน 168 รูป ไม่ได้นึกสนุกไปเดินนับเอาเองหรอก แต่มีป้ายที่อยู่ก่อนทางเข้าวัดเขียนบอกเอาไว้

y5362

y5361

เดินออกจากบริเวณกลุ่มเจดีย์ไปทางขวามือหรือทางฝั่งทิศเหนือ ทางฝั่งด้านนี้มีมณฑปที่ประดิษฐานพระอัฎฐารสอยู่ ด้านหน้ามณฑปที่ว่านี้น่าจะมีวิหารอยู่อีกหลังหนึ่ง ตัดเลยออกไปทางขวามืออีกหน่อยก็จะเป็นโบสถ์หรืออุโบสถของวัดมหาธาตุ ชื่ออัฏฐารสมาจากคำในภาษาบาลี อัฏฐ ที่แปลว่า แปด กับคำว่า ทส ที่แปลว่า สิบ บวกรวมกันเข้าก็เท่ากับสิบแปด ซึ่งก็ไปพ้องกับในหลาย ๆ คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาที่บอกว่าพระพุทธเจ้านั้นมีพระวรกายสูงสิบแปดศอก ก็เลยกลายเป็นคติความเชื่อในการสร้างพระพุทธรูปขนาดความสูงเท่าพระองค์จริงของพระพุทธเจ้า ถ้าเทียบเป็นมาตราเมตริกก็ได้ประมาณ 9 เมตร

y5360

y5359

มณฑปที่ประดิษฐานพระอัฎฐารสนี้จริง ๆ แล้วก็มีอยู่ทั้งสองด้านคือทั้งทางซ้ายและทางขวาของเจดีย์ประธาน ตามความในศิลาจารึกหลักที่ 1 ก็มีเอ่ยถึงพระอัฏฐารสนี้อยู่ แต่ไม่ได้บอกว่ามีอยู่ 2 องค์ ก็เลยไม่รู้ว่าพระอัฎฐารสที่เห็นอยู่ในมณฑปทั้ง 2 ด้านนี้จะสร้างในสมัยเดียวกันหรือเปล่า แต่ที่แน่ก็คือพระอัฏฐารส 2 องค์นี้เป็นพระพุทธรูปต่างปางหรือต่างอิริยาบถกัน โดยองค์ที่อยู่ฝั่งทางด้านทิศเหนือนี้เป็นปางยืนที่ปล่อยพระหัตถ์แนบไว้กับลำตัว ขนาดความสูงมีคนวัดเอาไว้ที่ 10.2 เมตร ซึ่งสูงกว่าอีกองค์หนึ่งอยู่พอสมควร จะดูยุคสมัยในเชิงพุทธศิลป์ก็น่าจะดูกันลำบาก เพราะองค์เก่ารวมไปถึงกำแพงมณฑปที่ชำรุดผุพังนั้นได้รับการปั้นแต่งซ่อมแซมให้ดูสมบูรณ์ ซึ่งก็คงจะมีผิดแผกหรือเติมใส่อะไรที่แตกต่างไปจากเดิมอยู่บ้าง แต่ที่เห็นแล้วยังสงสัยค้างใจมานานก็คือทำไมคนสมัยนั้นต้องต้องสร้างมณฑปให้พอดีตัวกับองค์พระด้วย ไม่เห็นใจว่าท่านจะรู้สึกอึดอัดคับแคบบ้างหรืออย่างไร

y5358

y5357

เดินต่อไปดูพระอุโบสถหรือโบสก์เก่าของวัดมหาธาตุที่เหลืออยู่เพียงฐาน เสา และพระพุทธรูป ซึ่งขนาดดูเล็กกว่าวิหารอยู่มาก สิ่งที่บอกถึงความเป็นโบสถ์ก็คือใบเสมาที่อยู่รอบ ๆ ดูจากเสาค้ำหลังคาที่เสาคู่กลางจะสูงกว่าเสาคู่ข้างอยู่มาก น่าจะพอบอกถึงลักษณะของหลังคาโบสถ์ที่เป็นแบบลาดคลุมลงมาต่ำ

y5356

y5355

จากพระอุโบสถมองเลยข้ามฝั่งถนนไปทางขวามือด้านทิศเหนือ ก็ได้เห็นเจดีย์ประธานองค์ใหญ่ของวัดชนะสงคราม หรือวัดราชบูรณะ ที่มีรูปทรงเหมือนระฆังกลม ฝั่งถนนฟากนี้ก่อนที่จะข้ามไปวัดชนะสงครามมีสิ่งก่อสร้างเหมือนอาคารหลังเล็ก ๆ มีฐานและบันไดเดินขึ้น คนรุ่นเก่าก่อนเรียกกันว่าศาลกลางเมือง โดยเชื่อกันว่าน่าจะเป็นศาลหลักเมืองเก่าของสุโขทัย แต่เรื่องศาลหลักเมืองนี้ก็ไม่ได้มีข้อความที่เอ่ยถึงไว้ด้วยเลยในศิลาจารึกหลักที่ 1 ทั้งวัดและศาลนี้ยังไม่กล้าเดินออกไปดูให้เห็นใกล้ ๆ ตาเพราะแดดร้อนมากถึงร้อนที่สุด แต่เดินเลยไปทางด้านหลังพระอุโบสถมีเจดีย์ใหญ่มากอยู่อีกองค์หนึ่งที่ยังดูมีสุขภาพสมบูรณ์ดีอยู่ เป็นเจดีย์ทรงระฆังกลมที่ตั้งอยู่ในแนวเดียวกันกับพระอุโบสถแต่มีสระน้ำใหญ่คั่นอยู่ ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเจดีย์อะไร

y5354

y5353

ดูเหมือนสิ่งก่อสร้างที่มีอยู่ในบริเวณวัดค่อนข้างจะแออัดอยู่ไม่น้อย หลากหลายสิ่งก่อสร้างที่ไปเดินดูแล้วก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร จะอาศัยเอกสารคู่มือที่มีแจกตอนที่ซื้อตั๋วเข้ามาก็ดูจะไม่ค่อยจะบอกอะไรไว้สักเท่าไร หาอ่านเอาจากป้ายที่พอจะได้รู้ก็คือว่าวัดนี้เป็นวัดสำคัญที่สุดตั้งอยู่ใจกลางเมืองสุโขทัย ท้ายสุดก็เลยต้องเดิน ๆ ดูไปเหอะ ก็แค่อยากมาเดินดูก้อนอิฐก้อนศิลาเก่า ๆ ไม่น่าจะต้องรู้อะไรเยอะ ยิ่งถ้าเป็นเจดีย์ในวัดนี้ดูจะมีเยอะกว่าสิ่งก่อสร้างอื่น หน้าตาและรูปหุ่นก็ดูแตกต่างกันไปแบบชนิดที่ไม่กล้าเรียกว่านิดหน่อย ก็ว่ากันว่าเป็นวัดที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ในสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์นู่น ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมากว่า 700 ปี คนรุ่นหลังก็คงมีการสร้างอะไรเติมใส่เข้าไปอีกเยอะ ดูอย่างหลายวัดสมัยนี้ยังปล่อยโล่งอยู่ได้ไม่แค่กี่ปี ไปอีกทีเจอสิ่งก่อสร้างเติมขึ้นอีกจนแน่น

y5352

y5351

เดินมาดูพระอัฎฐารสที่อยู่ทางทิศใต้ของเจดีย์ประธานซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนยกพระหัตถ์ขวาแบออกมาข้างหน้าแบบปางประทานอภัยหรือปางห้ามญาติ ต่างจากพระอัฎฐารสที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง ขนาดความสูงขององค์นี้ที่มีคนวัดไว้คือ 9.6 เมตร สูงน้อยกว่าอีกองค์หนึ่งถึง 42 ซม. ความต่างของพระอัฏฐารสทั้งสององค์ในอิริยาบถท่วงท่าทางและขนาดความสูงนี้ ทำให้คิดเตลิดเปิดเปิงไปว่าอาจจะสร้างต่างครั้งคราวกัน และหากอ่านดูตามศิลาจารึกหลักที่ 1 ก็มีข้อความที่เอ่ยถึงไว้แค่ว่า ..กลางเมืองสุโขทัยนี้ มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฎฐารศ มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันราม มีพิหารอันใหญ่ มีพิหารอันราม.. ก็เลยยังไม่ค่อยแจ่มชัดว่าตอนนั้นน่าจะมีพระอัฏฐารสอยู่ 2 องค์แล้ว

y5350

y5349

ในบริเวณวัดมีเจดีย์ทั้งที่เรียกกันว่าเป็นเจดีย์ประธาน เจดีย์ทิศ และเจดีย์ราย อยู่เยอะแยะนับเป็นร้อยองค์ ส่วนใหญ่ที่ยังมีสภาพพอให้ได้เห็นรูปทรงอยู่ก็จะเป็นพวกเจดีย์ทรงระฆังกลม แล้วก็ยังมีทั้งวิหารและมณฑปอยู่อีกเป็นจำนวนมาก วิหารก็มีทั้งวิหารหลวง วิหารทิศ และวิหารรายอีกรวม ๆ แล้วก็น่าจะเกิน 10 หลัง ยังไม่นับมณฑปที่มีอยู่อีกไม่น่าจะน้อย ดูจากสิ่งก่อสร้างยุคแรก ๆ ก็น่าจะได้รับอิทธิพลแบบมหายานของขอมมาก่อนที่จะค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนมาเป็นแบบเถรวาทอิทธิพลของลังกาวงศ์ ที่ค้างใจอยู่ก็คงเป็นเรื่องคำเรียก “วัด” ที่อยากรู้ว่าใช้เรียกกันมาตั้งแต่ตอนไหน หรืออย่างชื่อวัดมหาธาตุก็อยากรู้ว่าเรียกชื่อนี้มากันตั้งแต่เมื่อไร เพราะข้อความในศิลาจารึกหลักที่ 1 ดูเหมือนจะไม่มีคำเรียกว่าวัดและชื่อวัดมหาธาตุอยู่ด้วย ที่พอจะมีพูดถึงกลางเมืองสุโขทัยไว้ก็เจอแต่ว่ามีวิหารและพระพุทธรูปอยู่

y5348

y5347

วิหารรายและมณทปที่ยังพอมีเหลือร่องรอยให้ได้ดูกัน การขุดค้นหาสิ่งที่น่าจะใช้เป็นหลักฐานบอกเล่าประวัติความเป็นมาของสิ่งก่อสร้างเหล่านี้คงไม่น่าจะได้เจออะไรสักเท่าไร เพราะกว่าคนของทางราชการจะได้เข้าไปขุดค้นศึกษาและบูรณะ ก็คงจะไม่ทันหลาย ๆ มือของนักขุดกรุหาของเก่ามีค่าเอาไปขายกิน

y5346

y5345

เจดีย์ที่ดูแปลกตาไปกว่าเจดีย์องค์อื่น ๆ ในบริเวณวัดมหาธาตุก็น่าจะเป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมที่ทำรูปทรงเป็นฐานสี่เหลี่ยมซ้อนกันอยู่ 5 ชั้น เจดีย์ทรงนี้ดูเหมือนจะได้เห็นว่ามีอยู่แค่องค์เดียวซึ่งเป็นแบบที่เรียกกันว่าทรงปราสาทแบบหริภุญชัย หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่าเจดีย์กู่กุดอย่างที่เห็นกันอยู่ที่วัดจามเทวี อำเภอเมืองลำพูน ที่เรียกว่ากู่กุดก็เป็นไปตามลักษณะที่ตาเห็นคือยอดทรงกรวยของเจดีย์นั้นหักหายไป ไม่รู้เหมือนกันว่าหริภุญไชยกับสุโขทัยมาเกี่ยวโยงกันอย่างไร จนถึงกับมีการสร้างเจดีย์กันเอาไว้ในวัดสำคัญอย่างที่ได้เห็น

y5344

y5343

เดินดูมาจนถึงสุดแนวกำแพงรั้ววัดทางด้านทิศใต้ มีเจดีย์อีกองค์หนึ่งที่น่าจะมีส่วนยอดเป็นรูปทรงพุ่มข้าวบิณฑ์หรือดอกบัวตูมแบบศิลปะสุโขทัย ทุกวันนี้เหลือให้เห็นอยู่แค่ส่วนฐานที่ดูลักษณะรูปทรงแล้วคล้าย ๆ กับเจดีย์ประธาน และยังอยู่ในแนวเดียวกันกับเจดีย์ประธานของวัดด้วย จากการศึกษาวิเคราะห์ตามหลักฐานที่พอจะมีให้ค้นพบอยู่บ้าง ก็เชื่อกันว่าเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้บรรจุพระบรมอัฐิของพระมหาธรรมราชาที่ 1 หรือพระยาลิไท

y5342

y5341

ขยับตัวออกจากวัดมหาธาตุไปได้อีกไม่ไกลนัก ชอบแวะไปดูก้อนอิฐและก้อนศิลาแลงที่วัดศรีสวายซึ่งน่าจะเป็นอีกวัดหนึ่งที่มีความสำคัญมาตั้งแต่เก่าก่อนของสุโขทัย เรื่องราวของสุโขทัยที่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรนั้นมีอยู่น้อยมาก ข้อมูลหลัก ๆ เลยก็คงได้กันมาจากศิลาจารึกหลักที่ 1 หรือที่เรียกว่าศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช กับศิลาจารึกหลักที่ 2 หรือที่เรียกกันว่าจารึกวัดศรีชุม ผนวกเข้ากับหลักฐานทางโบราณคดีทั้งหลายแหล่ที่มีให้เห็นและที่ขุดเจอ จากนั้นก็ต้องอาศัยการศึกษาตีความกันของเหล่าผู้รู้ ซึ่งเป็นธรรมดาที่จะต้องเกิดเป็นประเด็นที่มีข้อเห็นต่างกันอยู่บ้าง โดยเฉพาะในเรื่องของความเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย

y5340

y5339

วัดศรีสวายเป็นวัดที่ตั้งหันหน้าไปทางทิศใต้ซึ่งต่างจากวัดอื่น ๆ ในเมืองเก่าสุโขทัยที่ตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก สิ่งที่ดูโดดเด่นก็คงจะเป็นเจดีย์ทรงปราสาทแบบสุโขทัยที่เห็นเป็นรูปปรางค์สามองค์คล้ายฝักข้าวโพดตั้งเรียงกันอยู่ เห็นแล้วก็ต้องนึกไปถึงงานศิลปะแบบลพบุรีหรือละโว้ ซึ่งก็น่าจะมีสายสัมพันธ์หรืออิทธิพลเชื่อมโยงกับศิลปะขอมไม่ทางใดก็ทางหนึ่งมาก่อน หรือขอมเองก็อาจจะเป็นคำเรียกหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับคนไทยที่อยู่แถว ๆ อาณาจักรละโว้และอโยธยาแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานี่เอง เรื่องนี้ก็ยังเป็นประเด็นเห็นต่างที่ยังถกเถียงกันอยู่ทุกวันนี้

y5338

y5337

แต่ถึงจะมีเค้าโครงแบบปราสาทขอมและปรางค์แบบลพบุรีอยู่บ้าง แต่ปรางค์เจดีย์ที่วัดศรีสวายก็มีอัตลักษณ์ในเรื่องรูปร่างที่ผอมเพียวหุ่นเรียว ยังไม่เจอหลักฐานว่าสร้างกันมาตั้งแต่เมื่อไร แต่ดูจากรูปทรงของปรางค์ สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ และสิ่งที่ค้นเจอแถว ๆ บริเวณนั้น ทำให้เชื่อว่าแต่เดิมนั้นสถานที่แห่งนี้ก็น่าจะเป็นศาสนสถานแบบขอมโบราณที่มีอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมาก่อนหน้าที่พุทธศาสนาจะเข้ามามีอิทธิพลแทนที่ เมื่อพุทธศาสนาเป็นที่เคารพนับถือแพร่หลายในสุโขทัยจากเทวสถานก็ถูกแปลงสภาพให้กลายเป็นวัด โดยมีการสร้างวิหารเพิ่มขึ้นมาทางด้านหน้าเจดีย์ วิหารชั้นนอกคือบริเวณที่เดินเข้าไปแล้วเห็นเป็นเสาศิลาแลงตั้งเรียงอยู่ซึ่งดูแล้วก็น่าจะเป็นวิหารโถงแบบโล่ง ๆ

y5336

y5335

ถัดเข้าไปก็จะถึงวิหารชั้นในที่มีกำแพงทึบซึ่งมีการทำช่องแสงและช่องระบายอากาศเอาไว้ด้วย ส่วนที่เป็นเจดีย์รูปปรางค์ องค์ที่อยู่ตรงกลางนั้นสูงเด่นกว่าปรางค์ที่อยู่สองข้าง ตั้งแต่ส่วนฐานขึ้นไปจนถึงส่วนที่เรียกกันว่าเรือนธาตุซึ่งเป็นฐานรองรับส่วนยอดหลังคานั้นก่อด้วยศิลาแลง ส่วนยอดที่เห็นเป็นชั้น ๆ เรียงลดหลั่นกันลงมานั้นก่อด้วยอิฐ ข้างใต้ปรางค์องค์กลางมีช่องซุ้มประตูที่อยู่ต่ำกว่าระดับพื้นวิหาร ซึ่งแต่ก่อนก็คงจะใช้ประดิษฐานเทวรูปบูชาสำหรับใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่ทั้งหลายทั้งหมดนี้ก็แล้วแต่จะคิดกันไป เพราะบางคนก็ยังสงสัยว่าขอมที่อยู่มาก่อนคงจะสร้างปรางค์ด้วยศิลาแลงยังไม่ทันเสร็จสมบูรณ์ดี คนสุโขทัยก็เลยมาเติมอิฐเข้าไปในตอนหลัง

y5334

y5333

จะว่าไปแล้วเรื่องความเชื่อและศรัทธาทางศาสนาของคนสุโขทัยสมัยนั้นก็คงมีปน ๆ กันอยู่เหมือนอย่างผู้คนสมัยนี้ ที่ก็คงมีทั้งที่เชื่อในเรื่องของภูติผีเทวดาสิ่งลี้ลับ ศาสนาเองก็น่าจะมีทั้งแบบฮินดู-พราหมณ์ พุทธมหายาน และพุทธเถรวาท ปน ๆ กันไป แม้แต่รูปงานของศิลปะเองก็ยังมีปน ๆ กัน ขอมบ้าง ละโว้บ้าง สุโขทัยเองบ้าง หรือแม้แต่ศิลปะแบบจีนที่เห็นอยู่บนเครื่องถ้วยชามจีนสมัยนั้นก็ยังมีการนำมาใช้ในงานประติมากรรมตกแต่ง โลกไร้พรมแดนไม่ได้เพิ่งจะเกิดมีเมื่อไม่กี่ปีนี้หรอก ผู้คนแต่ก่อนถึงจะไม่มีสังคมออนไลน์หรือเครือข่ายเน็ทเวิร์ก เขาก็ยังมีการติดต่อสื่อสารจนเกิดการผสมผสานทางศิลปะและวัฒนธรรมกันได้ตั้งมากมาย

y5332

y5331

จะว่าไปแล้วสถานที่ที่ว่าน่าจะมีความสำคัญอย่างวัดศรีสวายและว่ามีมาตั้งแต่เก่าก่อนนั้นแล้ว แต่ในศิลาจารึกก็ไม่ได้มีเอ่ยถึงเอาไว้บ้างเลย และที่เรียกกันว่าวัดก็ยังหาไม่เจอว่าโบสถ์หรืออุโบสถนั้นอยู่ที่ตรงไหน เก็บความสงสัยออกมาจากวัดศรีสวาย ไปแวะเข้าวัดตระพังเงินที่อยู่ใกล้กับหนองน้ำหรือสระน้ำที่เรียกว่าตระพังเพื่อเดินดูบ้าง สระน้ำหรือตระพังในเมืองเก่าสุโขทัยมีอยู่เยอะมาก อย่างตระพังเงินนี้ก็คงจะเป็นอีกแหล่งน้ำสำหรับใช้อุปโภคบริโภคของคนสุโขทัยสมัยก่อนนั้น

y5330

y5329

วัดนี้มีทั้งส่วนที่อยู่ริมขอบตระพังเงินและส่วนที่เป็นเกาะอยู่กลางน้ำตระพังเงิน ชอบเข้าวัดที่ดูโล่ง ๆ ร่มรื่นแบบนี้มากกว่าวัดที่สร้างอะไรไว้แน่นเต็มจนเข้าไปเดินแล้วรู้สึกอึดอัด เรื่องราวความเป็นมาของวัดดูจะมีการเล่าถึงกันไว้น้อย ก็เลยเป็นวัดที่ไม่รู้ว่ามีมาตั้งแต่เมื่อไร ไปวัดนี้ก็ชอบไปเดินดูอยู่แค่แถว ๆ วิหารและเจดีย์ประธาน เลยจากนี้ก็จะไปดูเจดีย์ยอดหักซึ่งแต่เดิมนั้นมีข้อมูลบอกว่าเป็นเจดีย์ทรงวิมานหรือทรงบุษบก ซึ่งเป็นคนละทรงกับเจดีย์ประธาน จากนั้นก็จะหลบไปหามุมร่มใต้ต้นไม้นั่งดูน้ำในตระพังเงิน พอได้ลมเย็น ๆ เข้าไปก็ถึงกับออกอาการเคลิ้ม

y5328

y5327

เจดีย์ประธานของวัดตระพังเงินเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์หรือดอกบัวตูมซึ่งเป็นศิลปะแบบสุโขทัยเอง ส่วนที่เป็นเรือนธาตุมีซุ้มซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นในอิริยาบถประทับยืนอยู่ 4 ทิศ ด้านหน้าเจดีย์ประธานเป็นวิหารที่ตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ฐานของวิหารก่อด้วยอิฐส่วนเสานั้นก่อด้วยศิลาแลง เรื่องราวของวัดตระพังเงินนี้ก็ไม่มีปรากฏอยู่ในศิลาจารึกเช่นเดียวกัน

y5326

y5325

มาวัดนี้ถ้านึกอยากจะไปเดินดูโบสถ์หรืออุโบสถของวัด ก็จะต้องเดินอ้อมขอบตระพังเงินไปอีกหน่อยเพื่อข้ามสะพานไม้ไปดู ก็โบสถ์ของวัดนี้สร้างอยู่บนเกาะเล็ก ๆ กลางตระพังเงิน ไม่ได้เดินเข้าไปดูด้วยหรอก ร้อนแดดอย่างนี้ขาดแรงจูงใจที่จะเดินไป แค่จอดรถลงถ่ายรูปแบบหลบอยู่ใต้เงาร่มไม้ค่อยสบายตัวหน่อย

y5324

y5323

แถว ๆ สะพานไม้ที่ใช้เดินข้ามไปดูโบสถ์บนเกาะกลางน้ำนี้ ฝั่งตรงข้ามถนนยังมีเจดีย์และวิหารอยู่อีก ไม่ได้เจอป้ายบอกเอาไว้ว่าคืออะไรหรือเป็นส่วนไหน ดูแล้วก็เดาความเอาเองว่าน่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างที่ยังอยู่ในบริเวณเดียวกันกับวัดตระพังเงิน ซึ่งจากตรงนี้ถ้าถัดเลยขึ้นไปทางทิศตะวันออก ทางฝั่งขวามือของถนนก็จะยาวไปจรดกับวัดมหาธาตุ ส่วนทางฝั่งซ้ายมือก็ยาวไปจรดกับวัดชนะสงคราม ยังไม่ได้ขับรถต่อขึ้นไปทางด้านนั้น แต่ย้อนอ้อมสระน้ำเล็ก ๆ มาอีกทาง เพื่อที่จะไปแวะเดินดูวัดสระศรี ซึ่งทั้งบริเวณวัดเป็นเกาะอยู่กลางน้ำ อ้อมทางไปแล้วก็มองย้อนกลับมาทางวัดตระพังเงิน ก็ยังมองเห็นเจดีย์ประธานของวัดตระพังเงินทรงพุ่มข้าวบิณฑ์สูงโดดเด่นอยู่

y5322

y5321

วัดสระศรีเป็นเกาะอยู่กลางสระน้ำใหญ่ขนาดกว่า 70 ไร่ที่มีชื่อเรียกว่าตระพังตระกวน ซึ่งถ้าจะเรียกชื่อให้ฟังดูเป็นไทย ๆ ก็คงจะต้องเรียกว่าหนองผักบุ้ง วัดนี้สร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อไรก็ยังไม่เจอประวัติความเป็นมาเช่นเดียวกัน และถึงจะอยู่กลางตระพังตระกวน แต่ก็เป็นคนละวัดกันกับวัดตระกวน บนเกาะใหญ่กลางสระน้ำใช้เป็นที่ตั้งของเจดีย์ประธานและวิหาร แล้วยังมีเกาะเล็ก ๆ ซึ่งใช้เป็นที่ตั้งของโบสถ์มีสะพานไม้ให้เดินเชื่อมต่อถึงกันได้

y5320

y5319

เจดีย์ประธานเป็นเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา บางคนก็ว่าดูเหมือนระฆัง และบางคนก็ดูว่าเหมือนดอกบัวคว่ำ แต่ถึงจะเรียกกันว่าแบบลังกา ในทางเชิงช่างสุโขทัยแล้วก็มีการผสมผสานทำรูปทรงออกมาได้สวยงามสมส่วนน่าดูทั้งส่วนยอด ส่วนเจดีย์ และส่วนฐาน ดูมีแบบแผนที่เป็นของตัวเอง ตัววิหารอยู่ด้านหน้าเจดีย์หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านทิศใต้ของเจดีย์ประธานมีเจดีย์ที่มีขนาดเล็กกว่าอยู่อีกองค์หนึ่งรูปทรงเป็นแบบศรีวิชัยผสมลังกา ฐานเป็นทรงสี่เหลี่ยมแบบสถูปเจดีย์พุทธมหายานทางภาคใต้ แต่ช่วงบนเป็นทรงกลมแบบลังกา

y5318

y5317

เลยถัดออกมาจากวัดสระศรีก็มาแวะเดินดูวัดชนะสงครามอีกสักนิด ถึงจะรู้สึกขาเมื่อยอยู่ไม่น้อยก็บอกตัวเองว่าให้ทนเอาอีกหน่อย เพราะถ้ามาคราวหน้าอาจจะต้องเจอกับเหล่านักล่าโปเกมอนที่ก้มหน้าก้มตาเดินมาชน ดูจากป้ายมีบอกไว้ว่าวัดนี้เดิมชื่อวัดราชบูรณะแล้วมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดชนะสงคราม แต่วัดสร้างเมื่อไรและเปลี่ยนชื่อตอนไหนไม่ได้บอกไว้ให้ด้วย ที่เห็นเด่นตามาแต่ไกลก็คงจะเป็นเจดีย์ประธานองค์ใหญ่ซึ่งเป็นเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา ส่วนเจดีย์รายนั้นเป็นทรงวิมานหรือบุษบกแบบศิลปะอยุธยา ซึ่งในเขตตัวเมืองสุโขทัยเหมือนจะมีเจดีย์ทรงนี้อยู่แค่ที่วัดตระพังเงิน วิหารของวัดตั้งอยู่ทางด้านหน้าของเจดีย์ประธาน

y5316

y5315

ส่วนด้านหลังหรือฝั่งทิศตะวันตกของเจดีย์ประธานเป็นที่ตั้งของโบสถ์ ทั้งวิหารและโบสถ์เหลือให้เห็นอยู่แค่ฐานกับเสา แต่เสาของโบสถ์ดูจะเหลืออยู่สั้นกว่าเสาของวิหาร อาจจะเป็นเพราะถูกทำลายเวลาที่มีศึก ใช้เวลาเดินดูก้อนอิฐและศิลาแลงในวัดที่เข้าไปหลัง ๆ น้อยกว่าวัดที่เดินเข้าไปดูตอนต้น ๆ ไม่ได้เป็นเพราะแดดบวกเข้ากับความเมื่อย แต่เริ่มมีความหิวเข้ามาเติมอีก ทำให้ดูอะไรก็ไม่ค่อยสนุกเพราะใจละล่องไปถึงชามก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยนั่นแล้ว ออกจากวัดชนะสงครามได้ก็ขับรถออกไปจากในพื้นที่กำแพงเมือง มาเที่ยวเมืองเก่าสุโขทัยมีวัดให้ดูตั้งเยอะแยะ แต่ที่แปลกใจก็คือจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้ชัดว่าแล้ววังอยู่ตรงไหน ศิลาจารึกสุโขทัยทั้ง 2 หลักก็ไม่มีเอ่ยถึงไว้ มีแต่ศิลาจารึกวัดสรศักดิ์ที่ปรากฏข้อความถึงตำหนักหัวสนามเก่าทางตะวันตกของวัดสรศักดิ์ไว้ในเหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ. 1959

y5314

y5313

ถึงท้องจะเริ่มร้องหิวแต่ก็ยังไม่ได้ตรงไปเข้าร้านก๋วยเตี๋ยวที่นึกอยากกิน ใจยังอยากแวะไปเดินดูพระอจนะที่วัดศรีชุมซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือนอกกำแพงเมือง ไม่ได้เพราะชอบความอัศจรรย์ในความเป็นพระพุทธรูปพูดได้ แต่ชอบในความสวยงามและยิ่งใหญ่ขององค์พระพุทธรูปที่แวะไปดูอีกกี่ครั้งก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อ ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ก็มีข้อความที่เอ่ยถึงพระอจนะนี้ไว้ว่า ..เบื้องตีนนอนเมืองสุโขทัยนี้ มี ตลาดปสาน มีพระอจนะ  มีปราสาท มีป่าหมากพร้าว ป่าหมากลาง มีไร่ มีนา มีถิ่นถาน มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก.. ชื่อวัดศรีชุมนั้นมีผู้แปลความว่า “ศรี” ก็คือคำไทยเหนือ “สลี” ที่ออกเสียงว่า สะหลี ซึ่งเป็นคำที่ใช้ขึ้นต้นในการอวยพรเหมือนคำว่าศรี และยังเป็นคำที่มีความหมายถึง ต้นโพธิ์ แต่ลองหมุนตัวดูโดยรอบแล้วก็ยังไม่ได้เห็นว่ามีต้นโพธิ์ขึ้นชุมอยู่ที่ตรงไหน

y5312

y5311

วัดศรีชุมไม่มีเจดีย์ประธานเหมือนวัดอื่น ๆ ที่ไปเดินดูมาก่อนหน้านี้ แต่ใช้มณฑปที่ประดิษฐานพระอจนะเป็นอาคารประธานแทน ด้านหน้าของมณฑปเป็นส่วนของวิหารที่เหลือสภาพให้เห็นเพียงพื้นกับเสา พื้นที่ภายในมณฑปมีขนาดพอดีกับองค์พระ จะมีก็แต่ผนังกำแพงช่วงเข่าที่ต้องทำเว้าลึกเข้าไป ซึ่งอาจจะเกิดการมาก่อสร้างแต่งเติมขึ้นในตอนหลัง ผนังกำแพงมณฑปมีความหนา ผนังด้านซ้ายมีช่องอุโมงค์ซึ่งทำบันไดไว้ให้เดินขึ้นไปที่หลังองค์พระได้ และเป็นต้นที่มาของเรื่องราวที่พระพุทธรูปพูดได้ มณฑปที่ดูใหญ่โตแต่ถึงทุกวันนี้ยังไม่มีหลังคา เมื่อดูจากผนังกำแพงมณฑปด้านนอกที่มีรูปทรงเป็นแท่งสี่เหลี่ยม สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับหลังคาที่มีรูปทรงแบบเดียวกันกับยอดเจดีย์ ถ้าหลังคาอย่างที่ว่านี้ไม่ได้ผุพังไปแล้ว ก็อาจจะเป็นว่ายังไม่ทันได้สร้างให้เสร็จสมบูรณ์

y5310

y5309

พระอัจนะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยประทับนั่งขัดสมาธิ ไม่เคยเห็นทั้งองค์จริงและรูปว่าแต่เดิมนั้นรูปพระพักตร์ของท่านนั้นเป็นอย่างไร ได้มาเห็นก็เมื่อมีการบูรณะแล้ว ซึ่งพระพุทธรูปที่อยู่ตามโบราณสถานในเมืองเก่าสุโขทัยภายหลังการบูรณะเมื่อ 50-60 ปีก่อน ก็จะได้รูปลักษณะที่เป็นพระพุทธรูปอย่างศิลปะสุโขทัย อย่างพระเกตุมาลาก็จะเป็นรูปเปลวเพลิงเหมือนกันหมด ไม่แน่ใจว่าแต่ก่อนนั้นพุทธศิลป์ของพระพุทธรูปที่เมืองเก่าสุโขทัยจะมีลักษณะเป็นแบบเดียวกันหรือเปล่า เพราะเมื่อเทียบกับสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ก็ยังมีศิลปะที่หลากหลายแตกต่างกันไปตามแต่ยุคสมัยที่สร้าง ก้มลงกราบพระอัจนะอีกครั้งและถือโอกาสจบทริปของการมาเดินดูก้อนอิฐและก้อนศิลาครั้งนี้

y5308

y5307

มาเที่ยวเมืองเก่าสุโขทัยทุกครั้งก็ชอบไปนั่งดูดอกบัวที่อยู่ในตระพังแล้วนึกถึงพุทธอุปมาที่เปรียบเทียบคนเหมือนบัว 4 เหล่า นึกอยากจะเป็นอย่างบัวพ้นน้ำแต่ก็คงไม่พ้นได้สักที ก็ไปเที่ยวมาเมื่อหลายวันตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ไม่ค่อยว่างหยิบเอามาเขียนเล่า

y5306

มัวแต่เอาเวลาไปเดินเก็บโปเกม่อนตามถนน !!!

ชัยพฤกษ์
29 สิงหาคม 2559