ของเดิมที่เดิมข้าวสวยรูปหัวใจกับปีกไก่และผัดปู ได้ใหม่ไม่ลืมเก่าที่ครัวอัปษร

y5497

เมื่อปี 2538 เปลี่ยนงานจากที่ทำงานแถว ๆ ถนนราชดำเนินนอกไปหางานใหม่ทำแถว ๆ ถนนสามเสน พอถึงปี 2540 ก็ได้ผ่านไปเห็นว่ามีร้านกินมาเปิดขายอยู่ที่ข้าง ๆ ท่าวาสุกรี ถนนสามเสน ชื่อว่าร้านครัวอัปษร แค่ขึ้นรถเมล์จากที่ทำงานไป 3-4 ป้าย ประสาคนชอบกินเห็นร้านเปิดใหม่ก็อดใจไม่ได้ที่จะแวะไปลิ้มลอง ได้กินแล้วก็รู้สึกติดปากติดใจสบโอกาสเมื่อไรก็ต้องแวะไปกินอีก แต่จะไปกินบ่อย ๆ ก็คงไม่ค่อยสะดวกสบายเงินในกระเป๋านัก เพราะราคาดูจะแพงไปนิดสำหรับเงินเดือนที่ได้รับอยู่ ของกินที่ดูจะถูกชะตากันดีก็บังเอิญเป็นพวกเนื้อปูก้อน ๆ ซึ่งถ้าไม่เอาไปผัดกับพริกเหลืองก็ต้องเอาไปผัดกับผงกะหรี่ เป็นอะไรที่เห็นแล้วเจริญหูเจริญตาและเจริญอาหารมาก แต่ขัดแย้งกับสภาวะการหมุนเวียนของเงินที่ดูจะไม่ค่อยคล่องให้รูดปรื๊ดรูดปรื๊ด

y5528

เหตุผลที่ไม่ค่อยได้ไปกินบ่อย ๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือพอไปถึงร้านแล้วก็มักจะได้เจอว่าโต๊ะไม่มีเหลือว่างให้นั่งกินแล้ว หลายครั้งที่ไปแล้วก็ไม่ได้กินเพราะขี้เกียจที่จะรอโต๊ะ จนต่อมาพอได้รู้ว่ามีเปิดอยู่อีกสาขาหนึ่งแถว ๆ ถนนดินสอที่จะไปศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ก็เลยลองเปลี่ยนไปกินที่ร้านนั้นบ้าง ไปกินอยู่ไม่นานก็เจอคนไปนั่งกินกันจนเต็มร้านอีก หลัง ๆ ถ้าจะกินก็เลยต้องไปยึดโต๊ะนั่งเอาไว้ก่อนได้เวลามื้อกิน ไปกินแค่ปากเดียวหรือสองปากก็คงไม่สะดวกที่จะจองโต๊ะเอาไว้ก่อนล่วงหน้า

y5527

y5526

ร้านครัวอัปษรที่ถนนสามเสนเป็นร้านที่บทความในหนังสือพิมพ์ดิออฟเซิร์ฟเวอร์ของอังกฤษเมื่อเดือนกันยายน ปี 2552 ยกให้เป็น 1 ใน 50 ร้านที่มีของกินเป็นเลิศ โดยยกให้เป็น  Best place to eat Thai curry ซึ่งของที่คิลเลียน ฟอกซ์ คนเขียนบทความได้มากินก็มี เนื้อปูผัดผงกะหรี่ ปลาอินทรีทอดยำมะม่วง และแกงเหลืองไหลบัว ถึงทุกวันนี้ร้านจะขยับขยายออกไปเปิดอยู่อีกหลายสาขา แต่ก็ยังติดปากอยู่กับร้านที่เคยไปกินอยู่เดิม ๆ นึกอยากจะกินเมื่อไรถ้าไม่ได้ไปร้านที่ถนนสามเสนก็จะไปร้านที่ถนนดินสอนี่แหละ ของกินก็มักจะสั่งวนเวียนอยู่กับของเดิม ๆ ที่คุ้นเคยปาก

y5525

y5524

ไปนั่งแล้วถ้าวันไหนได้รู้ว่ามี ก็ต้องสั่งมากินก่อนระหว่างรออาหาร เต้าหู้ทอดที่ทอดได้กรอบนอกนุ่มในใส่จานมาให้ 8 ชิ้น ราคา 60 บาท ที่เป๊ะกับปากไม่ใช่แค่ตัวเต้าหู้ทอด แต่น้ำจิ้มแบบโบราณที่ใส่ถั่วลิสงป่นโรยผักชีฝรั่งซอยนั้นก็โป๊ะเชะไม่น้อยไปกว่ากัน

y5523

y5522

จานที่จะขาดปากไปไม่ได้ทุกครั้งที่ไปนั่งที่ร้านนี้ก็คือปีกไก่ทอด ยกให้เป็นร้านหนึ่งที่ทอดปีกไก่กลางได้แห้งหนังกรอบแต่นุ่มเนื้อถูกปากถูกใจ ไม่ชุ่มน้ำมันรสชาติเค็มนิด ๆ กำลังระรื่นลิ้น จิ้มกับน้ำจิ้มไก่ก็ยิ่งกินระเริงปาก จานละ 6 ชิ้นราคา 90 บาท แต่กินจานเดียวจากประวัติย้อนหลังแล้วไม่เคยพอ ก็เลยต้องสั่งสองจานเอาไว้ก่อนตั้งแต่หย่อนก้นลงนั่งโต๊ะ ไม่อยากขาดจังหวะการกินตอนที่หมดจานแล้วจะต้องรอสั่งจานใหม่

y5521

y5520

ปีกไก่ทอดมาใหม่ ๆ ร้อน ๆ กินกับข้าวสวยก็ไปด้วยกันได้ดี ข้าวเปล่ากินเยอะสั่งแบบเป็นโถก็ราคา 45 บาท ถ้ากินน้อยสั่งแบบเป็นจานก็ 15 บาท

y5519

y5518

กุ้งชุบแป้งทอดที่ต้องกินตอนยกมาส่งลงโต๊ะใหม่ซึ่งยังร้อน ๆ อยู่ แป้งเกร็ดขนมปังที่ยังคงกรุบกรอบแต่เนื้อกุ้งสดที่อยู่ข้างในนุ่มหนึบจิ้มกินกับน้ำจิ้มบ๊วย ระเริงปากทั้งกินเล่นเปล่า ๆ และกินด้วยกันกับข้าว ในจานมีกุ้งอยู่ 10 ตัว ราคา 170 บาท

y5517

y5516

จานนี้ก็กุ้งอีกเหมือนกันแต่แปลงกายแล้วเป็นทอดมันกุ้ง ราคา 150 บาท มีอยู่ด้วยกัน 5 ชิ้น หน้าตาเป็นก้อน ๆ จะว่ามีรูแบบโดนัทก็ยังดูก้ำกึ่งอยู่ จานนี้ก็ต้องกินตอนที่ยังยกมาสด ๆ ใหม่ ๆ อยู่ถึงจะได้อรรถรสความกรุบกรอบของแป้งผิวนอก และได้ความนุ่มหนึบที่ยังกรุ่นไอร้อนน้ำมันของเนื้อกุ้งสับปรุงเครื่องและรสที่อยู่ข้างใน

y5515

y5514

ช่วงนี้เป็นอะไรไม่รู้ยังนึกอยากกินสะตออยู่บ่อย ๆ ทั้งที่ทำกินเองที่บ้านก็ทำแล้ว แต่พอได้ออกไปนั่งกินที่ร้านนอกบ้านก็ยังจะออกปากสั่งสะตอมากินอีก ความจริงก็อยากกินแค่สะตอผัด ไม่ต้องใส่เนื้อสัตว์อะไรเลยก็ได้ แต่เคยไปสั่งกินตามร้านแล้วดูในครัวที่ร้านเขาจะงง ๆ หรือยุ่ง ๆ เพราะใส่จานออกมาแล้วดูไม่ค่อยจะเหมือนอย่างที่สั่งไป ก็เลยเอาเป็นว่าสูตรของร้านไหนก็สั่งมากินอย่างนั้นนั่นแหละ อย่างเมนูผัดสะตอของร้านครัวอัปษรก็จะใช้ชื่อว่าสะตอผัดกุ้งหมูสับ ราคา 150 บาท

y5513

y5512

สะตอสดกรอบเคี้ยวมัน ๆ ผัดให้ได้รสชาติแบบไทย ๆ เป็นความกลมกล่อมแบบออกรสชาติและความเผ็ดร้อน กลิ่นกะปิหอมคลุกเคล้ากับสะตอเป็นอะไรที่คลุกข้าวสวยกินได้อร่อยไม่อยากเลิกรา

y5511

y5510

ปลากะพงยกตัวที่ไปร้านไหน ๆ ก็มักจะสั่งเป็นปลากะพงทอดราดน้ำปลา แต่ถ้ามาที่ร้านครับอัปษรต้องสั่งเป็นปลากะพงน้ำปลาพริก จานนี้ 340 บาท หน้าตาก็คล้าย ๆ กับปลากะพงทอดน้ำปลานั่นแหละ ปลากะพงทั้งตัวที่เอาไปทอดน้ำมันท่วมให้กรอบนอกนุ่มในชุ่มด้วยน้ำปลาหวานหอมทั้งกลิ่นและรส

y5509

y5508

แต่ที่ไม่เหมือนร้านอื่นและเป็นอะไรที่ผูกปากผูกใจเอาไว้กับจานนี้ก็คือสูตรน้ำปลาพริกและกระเทียมที่ราดอยู่บนตัวปลากะพง ดูก็เป็นอะไรที่ง่าย ๆ ไม่ได้มีอะไรที่เป็นสูตรลับซับซ้อน แต่ยืนยันกับตัวเองว่าอร่อยปากกับพริกสดและกระเทียมสดแช่น้ำปลา โดยเฉพาะเมื่อกินพร้อมกับเนื้อปลากรอบ ๆ นุ่ม ๆ พร้อมกับข้าวสวยแบบไทย ๆ เคี้ยวกินแบบพอให้ได้ความเผ็ดร้อนระดับแผ่ว ๆ กลมกลืนกับรสเค็ม ๆ หวาน ๆ ของน้ำปลา

y5507

y5506

จานที่ดูจะเป็นไฮไล้ท์ของการมากินที่ร้านครับอัปษรอยู่ทุกครั้งก็คือจานที่มีเนื้อปูเป็นก้อน ๆ ซึ่งราคาก็ดูจะเป็นไฮคอสท์ตามระดับของการเป็นไฮไล้ท์อยู่ด้วยเหมือนกัน อย่างเนื้อปูผัดผงกะหรี่จานนี้ราคาอยู่ที่ 430 บาท แต่พอได้เห็นเนื้อปูแน่น ๆ เป็นก้อน ๆ ที่เอามาใช้ทำแล้วก็พอจะเข้าใจได้ถึงราคา ว่าแล้วก็สั่งมากินต่อไป มื้อไหนพกเงินไปน้อยหน่อยก็เลี่ยงไปสั่งกินอย่างอื่นแทน

y5505

y5504

เนื้อก้อนส่วนกรรเชียงปูม้าที่มีความสดหวานเป็นทุนเดิมเอาไปผัดคลุกเคล้ากับเครื่องผัดพอให้ได้กลิ่นรสของผงกะหรี่ จานนี้ถ้าผัดเครื่องแรงเกินไปก็จะไปกรุ่นกลบความอร่อยหวานของเนื้อปู น้ำผัดใช้คลุกข้าวสวยกินแล้วก็ฟิน

y5503

y5502

เนื้อปูอีกเหมือนกันแต่เอาไปผัดไม่เหมือนกัน จานนี้เป็นเนื้อปูผัดพริกเหลือง ราคา 430 บาทเท่ากันกับผัดผงกะหรี่ เนื้อก้อนกรรเชียงสด ๆ แน่น ๆ ปรุงผัดจนได้รสเหมาะเจาะกินกับข้าวสวยร้อน ๆ พอให้ได้ความเผ็ดร้อนของพริกเหลืองอ่อน ๆ

y5501

y5500

พริกเหลืองหั่นผัดน้ำมันกับกระเทียมบุบให้ได้กลิ่นหอมกรุ่น ใส่ถั่วฝักยาวซอยสั้นตามด้วยเนื้อปูลงไปผัดคลุกเคล้า เติมแต่งได้รสเหมาะปากด้วยน้ำปลากับน้ำตาลอีกหน่อย ก่อนเสร็จหย่อนความหอมลงไปอีกนิดด้วยใบมะกรูด ดูว่ากลมกลืนเข้ากันดีแล้วก็ตักลงจานได้ เป็นจานที่ทำกินเองก็ได้ง่าย ๆ ถ้าไม่ขี้เกียจหาเตรียมวัตถุดิบ

y5499

y5498

ปิดมื้อด้วยของหวานอย่างไอศกรีมมะพร้าวน้ำหอมราคาถ้วยละ 25 บาท ที่ไม่ใช่ไอศกรีมที่ใส่ครีมหรือนม แต่หน้าตาออกไปในทางน้ำมะพร้าวแช่เย็นจนเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ดูหน้าตาแล้วก็ยังเรียกไม่ค่อยถูกเหมือนกันว่าจะเป็นไอศกรีมแนวซอร์เบท หรืออย่างแนวกรานิต้า ได้หรือเปล่า รู้แต่ว่ากินแล้วก็หวานอ่อน ๆ ชื่นอกชื่นใจดี มีเนื้อมะพร้าวอ่อนให้เคี้ยวกรุบ ๆ แทรกอยู่ด้วย

y5529

ไม่ถึงกับเป็นคนได้ใหม่แล้วลืมเก่า ช่วงหลังถึงจะเอียงใจมาให้ตู่ แต่มื้อนี้ก็ยังกินปูตั้งสองจาน !!!

ชัยพฤกษ์
28 กรกฎาคม 2559