6-5-4 ข้าวเกรียบปากหม้อท่าเรือ มี 6 ไส้ นั่งได้ 5 คน กินวนรอบละ 4 ตัว

สมัยเป็นเด็กอยู่ต่างจังหวัด ได้กินข้าวเกรียบปากหม้อ หรือที่จะขอเรียกให้สั้น ๆ ว่า ปากหม้อ ก็เป็นปากหม้อไส้ไช้โป๊วสับ ที่เขาเอามาขายคู่กันกับสาคูไส้หมู่นั่นแหละ แคะได้แล้วก็จะวางบนใบตองที่ใส่ถาดรองเอาไว้ และเพื่อไม่ให้แป้งติดกัน เขาก็จะชะโลมปากหม้อที่เสร้จแล้วด้วยกะทิ เวลากินจึงเป็นอะไรที่ช่างหวานมันอร่อย จนมาอยู่กรุงเทพฯ ถึงได้มารู้จักกินปากหม้อชะโลมน้ำมัน ซึ่งไม่ได้รสชาติความหวานหอมของกะทิ ต่อมาก็ได้รู้จักกินปากหม้อที่เป็นไส้ผัก และต่อมาอีกก็ได้รู้จักกินปากหม้อไส้ผักแบบที่เป็นก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ ส่วนปากหม้อแบบดั้งเดิมที่พรมด้วยน้ำกะทิ ยังเคยไปกินอยู่ที่เชียงใหม่ ร้านเป็นตึกแถวอยู่แถว ๆ วัดเกตุ ถนนเจริญเมือง ริมแม่น้ำปิง เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่ายังขายอยู่หรือเปล่า ไม่ได้ไปอัพเดทรสชาติมานานมากแล้ว

สำหรับปากหม้อของร้านที่จะเขียนถึงนี้ เป็นปากหม้อไส้ผัก ไม่มีชื่อร้านหรอก ก็แล้วแต่จะเรียกกัน ส่วนใหญ่ก็จะเรียกว่าปากหม้อท่าเรือ เพราะขายอยู่ที่ตลาดท่าเรือนี้มานานกว่า 30 ปี แต่ได้ไปกินของเขามาครั้งแรกเมื่อปี 2549 ถ้าไม่มีคนพาไปกิน ก็คงจะไปเองไม่ถูก ตอนหลังก็เลยต้องรับหน้าที่พาคนอื่นไปกินบ้าง แต่หลัง ๆ มานี่นอกจากจะบอกเล่ากันแบบปากต่อปาก และมีคนเอามาเผยแพร่บอกเล่ากันทางโซเชีบลเน็ตเวิร์กแล้ว ก็มีรายการโทรทัศน์อีกหลายรายการไปถ่ายทำรายการ ทำให้คนรู้จักกันกว้างขวางมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันแค่ไหน แต่ไปกินเมื่อไหร่ก็ยังได้บรรยากาสเดิม ๆ อารมณ์เดิม ๆ คือ ต้องนั่งล้อมโต๊ะข้าง ๆ คนขาย ที่จะแคะปากหม้อจากหม้อที่ใช้ทำเสิร์ฟกันเดี๋ยวนั้น

ท่าเรือที่พูดถึงนี้เป็นชื่อของตำบล ที่อยู่ในอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี เป็นท่าเรือที่รู้จักกันดีในเรื่องของวุ้นเส้น ที่เวลาเอามาทำอาหารโดนความร้อนแล้ว ตัวเส้นก็ยังมีความเหนียวนุ่มอยู่ได้นาน ถ้าเดินทางโดยใช้ทางหลวงหมายเลข 323 หรือถนนแสงชูโต จะอยู่ห่างจากอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ประมาณ 25 กม. และอยู่ก่อนจะถึงตัวจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 23 กม.

ร้านปากหม้อท่าเรือตั้งอยู่ในซอยแสงชูโต 17 ทางเข้าตลาดสดท่าเรือ ที่บางคนเรียกว่า ตลาดเก่า ปากซอยจะมีร้านทองชื่อ ห้างทองวงเดือน ใครเข้าไปในพื้นที่เทศบาลที่เรียกว่าเทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่นนี้ จะเห็นว่ามีร้านทองอยู่เยอะแยะมาก น่าจะบ่งบอกถึงสถานะทางเศรษฐกิจของคนที่นี่ได้ดี ซอยที่ว่านี้เป็นซอยตื้น ๆ ลึกแค่ประมาณ 70-80 เมตร รถวิ่งเข้าไปได้ แต่ไม่ค่อยสะดวก เพราะซอยค่อนข้างแคบ และมีรถจอดกันอยู่ หาที่จอดก็ยาก ถ้าเจอที่จอดริมถนนว่างก็จอดได้เลย แล้วเดินเท้าเข้าซอยไป สักประมาณ 50-60 เมตร ก็จะเจอร้านปากหม้อขายอยู่หน้าตึกแถวทางฝั่งขวามือ ซึ่งถ้าเดินเลยไปอีกประมาณ 10 กว่าเมตร ก็จะถึงตัวตลาดสดท่าเรือ

ถ้าจอดรถที่ริมถนน ลองเหลือบ ๆ ตาย้อนมองกลับไปสักซอยหนึ่ง ที่ตรงปากซอยแสงชูโต 15 จะมีร้านขายข้าวเหนียวมะม่วงอยู่ร้านหนึ่งชื่อว่า ร้านแม่บุญช่วย ข้าวเหนียวมะม่วงของเขาน่ากินมาก เห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะต้องซื้อติดไป ตั้งใจว่าจะเอาเข้าไปกินเป็นของหวานหลังจากกินปากหม้ออิ่มแล้ว ร้านแม่บุญช่วยขายอยู่หลายอย่าง ดูจากป้ายเห็นมีทั้งข้าวผัดปู ผัดไทย อาหารตามสั่ง แล้วก็ บัวลอยไข่หวาน แต่ยังไม่เคยได้ไปลองกินสักที

ร้านปากหม้อท่าเรือจะเปิดขายทุกวัน ถ้าไม่ได้รับงานไปออกร้านที่อื่น ก็ขายกันตั้งแต่ตอนห้าโมงเช้าไปจนถึงห้าโมงเย็น แต่ถ้าวัตถุดิบที่ใช้ทำหมดก่อน ก็อาจจะเลิกงานก่อน แต่ขนาดไปถึงก่อนเริ่มขาย งตอนสี่โมงเช้ากับอีกห้าสิบนาที ก็มีนักเที่ยวจากกรุงเทพฯ ไปรอคิวกินอยู่ก่อนแล้ว ยังไม่รวมคนในท้องถิ่นที่มาสั่งใส่ห่อและมาต่อคิวรอกินอยู่อีกเป็นระยะ ๆ

สมัยก่อนคนที่มายืนทำปากหม้อขายจะเป็น แม่ยี่สุ่น เอง บางคนก็เลยเรียกเรียกปากหม้อร้านนี้ว่า ปากหม้อแม่ยี่สุ่น แต่เดี๋ยวนี้แม่ยี่สุ่นเลื่อนตำแหน่งตัวเองไปเป็นผู้ควบคุมแล้ว อายุมากขึ้นจะยืนขายวันละ 5-6 ชั่วโมง คงจะปวดเมื่อยไปทั้งตัว โดยเฉพาะแขนและมือที่จะต้องใช้ ละเลงแป้ง ปิด-เปิดฝาหม้อ หยอดไส้ แคะพับแป้งให้ห่อไส้ แล้วก็ตักเสิร์ฟให้คนกินหรือใส่ห่อ เดี๋ยวนี้ก็เลยปล่อยให้ น้องนุ้ย มาเป็นคนทำปากหม้อขายแทน

ไส้ปากหม้อมีให้เลือกกินอยู่ด้วยกัน 6 ไส้ เวลาที่เขาวนเสิร์ฟแต่ละรอบ ชอบกินไส้อะไรบ้างก็บอกเขาไป ไม่จำเป็นว่าจะต้องซ้ำไส้กัน แล้วรอบต่อไปก็ยังเปลี่ยนใจได้อีกเรื่อย ๆ ให้บริการเรื่องกินตามความพอใจกันจริง ๆ

ไส้แรกเป็นไส้ไช้โป๊วสับ รสชาติจะออกหวาน ๆ เค็ม ๆ ไส้ที่สองเป็นไส้ผักกาดดอง รสชาติจะออกเค็มนำ

ไส้ที่สามเป็นไส้ถั่วงอก ดูแล้วรสชาติน่าจะออกจืด ๆ หน่อย ไม่รู้ว่าเอาไปทำอะไรมาให้พอสุก เห็นหน้าตาถั่วงอกแล้วเหมือนว่าจะเพิ่งสลด ไส้ที่สี่เป็นไส้เต้าหู้ที่เอาไปผัดกับกุ้งแห้งตัวเล็ก ๆ

อีกสองไส้ก็คือ ไส้หน่อไม้ซอยที่เอาไปผัดใส่กุ้งแห้ง กับไส้ผักกุยช่าย สองไส้หลังนี้ดูหน้าตาน่ากินมาก แค่เห็นก็แอบกลืนน้ำลายแล้วจินตนาการไปถึงรสชาติก่อนแล้ว

โต๊ะที่จัดไว้ให้นั่งกิน เป็นโต๊ะไม้ที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไร แล้วก็มีอยู่แค่โต๊ะเดียว ตั้งอยู่ติดกับคนทำปากหม้อ ทำให้เสียที่นั่งไปด้านหนึ่ง เหลือที่นั่งไว้ให้พอนั่งล้อมรอบกันได้สัก 5 คน ซึ่งกำลังดี มากกว่านี้รัศมีทำการของมือและแขนในการกินจะไปกระทบกระแทกคนอื่น ที่เขาไม่จัดโต๊ะไว้หลายโต๊ะ หรือมีโต๊ะเดียวก็ได้แต่ทำโต๊ะให้นั่งกันได้มากกว่านี้อีกหน่อย ก็เป็นเพราะเขาต้องทำสด แคะขึ้นมาเดี๋ยวนั้น ก็เสิร์ฟให้เดี๋ยวนั้น คนกินก็เลยต้องนั่งอยู่ในรัศมีทำการของมือคนทำปากหม้อซึ่งยืนอยู่กับที่ แล้วก็ไม่ใช่มือแบบแม่นากที่จะยื่นแขนให้ยาวลงไปเก็บมะนาวใต้ถุนบ้านได้ เวลากินก็เลยได้ความใกล้ชิดเป็นกันเองดีทั้งคนกินและคนขาย ซึ่งน้องนุ้ยจะทำไปคุยไปอย่างอารมณ์ดี คนกินก็นั่งล้อมวงอยู่ที่โต๊ะข้าง ๆ แปลกหน้ากันพอได้มานั่งร่วมโต๊ะกันกิน ก็ได้คุยทักทายทำความรู้จักกัน บรรยากาศแบบนี้ไปกินมาครั้งแรกตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว มาจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

สิทธิในการนั่งโต๊ะเป็นไปตามคิวที่มาถึง ไปก่อนก็นั่งก่อน ได้ที่นั่งแล้วก็กินได้ไปจนกว่าจะพึงพอใจ ไม่มีใครไล่ หม้อที่ใช้ทำจะมีอยู่ 3 ปาก (หม้อ) คนทำจะหมุนเวียนละเลงแป้ง-หยอดไส้-แคะ-เสิร์ฟ อยู่อย่างนี้ไม่หยุดหย่อน แต่ละปากจะใส่ไส้ให้ตามที่คนที่ได้คิวกินบอก

คนกินเมื่อได้เก้าอี้นั่งแล้ว ก็จะได้ใบตองกับส้อมเป็นเครื่องมือไว้ใช้ในการกิน เห็นถ้วยกระเทียมเจียวอยู่กลางโต๊ะตรงหน้า ก็ให้ตักเอามาทาใบตองรอการเสิร์ฟปากหม้อจากคนทำ ชอบกระเทียมเจียวมากน้อยแค่ไหนก็ตักมาละเลงใบตองเอาตามที่ใจเราชอบ ไม่ชอบกระเทียมก็ตักช้อนเอาแต่น้ำมัน ที่ต้องทำอย่างนี้ก็เพื่อหล่อลื่นไม่ให้แป้งปากหม้อติดกันหรือติดใบตอง ผักเคียงมีจัดวางไว้เป็นกองกลางบนโต๊ะแล้ว น้ำจิ้มมีให้เลือกกินหลายสูตรแล้วแต่ชอบ มีทั้งแบบเผ็ดและไม่เผ็ด ชอบแบบหวาน แบบเค็ม หรือแบบเปรี้ยว เลือกกินกันเองตามที่ชอบน่ะแหละ

คนกินแต่ละคนจะได้รับการเสิร์ฟข้าวเกรียบปากหม้อเป็นรอบ ๆ ไปตามคิว รอบหนึ่งจะได้ 4 ตัว เพื่อให้สะดวกแก่การคิดเงินตอนจบ แต่ละรอบใน 4 ตัวนี้ อยากจะกินไส้อะไรบ้างก็บอกสั่งเขาไป

รอบไหนวนมาถึงเร็วกินไม่ทันก็ขอเว้นวรรคได้ กินไปจนกว่าจะรู้ตัวเองว่ามีอาการที่ฝืนกินต่อไปก็กลืนไม่ลงแล้ว ก็บอกเขาไปว่าพอแล้ว เขาจะได้คิดเงิน ยังมีคนที่ยืนรอคอยลุ้นให้เราลุกอยู่ด้วยเหมือนกัน ว่ากันว่าเคยมีคนทำสถิติสูงสุดไว้ 23 รอบ 92 ตัว ไม่กล้าไปลบทำลายสถิติของเขาหรอก คราวนี้ที่ไปก็ทำได้แค่ 5 รอบ 20 ตัว กินเท่านี้ยังต้องขอเว้นวรรคพักไปรอบหนึ่งเลยนะ

อิ่มปากหม้อแล้ว นึกขึ้นได้ว่ายังมีข้าวเหนียวมะม่วงของร้านแม่บุญช่วยที่ซื้อติดมือมาอยู่อีก ก็เลยเอาออกมากินเป็นของหวานท้ายมื้อ ไม่ได้นั่งกินที่โต๊ะสำหรับกินปากหม้อหรอก ขยับออกมานั่งเก้าอี้ที่อยู่รอบนอกแทน

โถ..ก็คนที่ยืนทำตาปริบ ๆ กลืนน้ำลายต่อคิวรอกินเขามองค้อนขวับ ๆๆๆ อยู่อย่างนั้น ก็เลยทำใจได้ไม่แข็งพอ !!!

ชัยพฤกษ์ / 1 สิงหาคม 2556

Leave a Reply