ยอมให้เขาชวนข้ามช่องเม็กไปกินข้าวมื้อกลางวันข้างส้วมที่ปากเซ

มีกิจการงานให้ต้องไปทำแถว ๆ จังหวัดอุบลราชธานี วิ่งรถเลยออกจากตัวจังหวัดไปประมาณ 90 กม. พื้นที่อำเภอสิรินธร มีด่านชายแดนช่องเม็ก ซึ่งเป็นช่องทางเชื่อมต่อกันระหว่างไทยกับลาวทางบก จัดการเรื่องงานให้เสร็จตั้งแต่หัววัน ไม่ทันจะถึง 10 โมงเช้าดี ก็เลยมีคนชวนข้ามด่านเข้าไปฝั่งลาว ไปหาข้าวมื้อกลางวันกินกันที่ปากเซ เรื่องดิ้นรนไปหาที่กินในบรรยากาศแปลก ๆ ใหม่ ๆ แบบนี้ถนัดอยู่แล้ว ออกปากตอบรับไปแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก

 

ด่านพรมแดนช่องเม็กอยู่ที่ปลายสุดทางหลวงหมายเลข 217 ที่หน้าด่านฝั่งไทยมีตลาดขายของขนาดใหญ่ การข้ามแดนเข้าไปในพื้นที่ของลาวไม่ยุ่งยาก ถ้าไม่ได้เอาพาสปอร์ตติดตัวไป ก็ไปทำใบผ่านแดนชั่วคราวแทน ใช้สำเนาบัตรประชาชนไปแนบยื่นคำร้อง ที่หน้าด่านก็มีจุดให้บริการในการขอทำใบผ่านแดนชั่วคราว

 

การข้ามแดนที่ช่องเม็กใช้การเดินเท้าเข้าไป เพราะเป็นช่องทางพรมแดนระหว่างไทยกับลาวที่ติดต่อกันทางบก ไม่ได้ใช้แม่น้ำโขงเป็นแนวพรมแดน เพราะแม่น้ำโขงที่เป็นแนวพรมแดนจะไหลผ่านลึกเข้าไปในพื้นที่แผ่นดินลาวตั้งแต่แถว ๆ อำเภอโขงเจียม ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 25 กิโลเมตร

 

เพียงก้าวเท้าผ่านรั้วเหล็กก็เป็นการย่างเหยียบเข้าไปในแผ่นดินลาวแล้ว ซึ่งก็ต้องเสียค่าเหยียบแผ่นดินให้เขาด้วยในราคาคนละ 20 บาท ด่านฝั่งของลาวจะเรียกชื่อว่าด่านวังเต่า ถนนสายนี้คือถนนหมายเลข 10 เป็นเส้นทางที่ไปเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะเลยต่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในพื้นที่ลาวใต้ อย่างเช่น ปราสาทวัดพู น้ำตกคอนพะเพ็ง น้ำตกตาดฟาน และน้ำตกผาส้วม เป็นต้น ฝรั่งที่ข้ามแดนเข้าไปฝั่งลาวก็มักจะไปท่องเที่ยวสถานที่เหล่านี้ ส่วนคนไทยบางทีก็ข้ามไปแค่หาซื้อของที่ร้านค้าและตลาดในฝั่งลาว

ด้านซ้ายของฝั่งถนนเป็นตึกแถวเปิดเป็นร้านค้าดิวตี้ฟรี หรือร้านค้ายกเว้น (ปอด) พาสี ชื่อร้านดาวเรือง ไปลาวจะเจอร้านค้าชื่อนี้อยู่หลายแห่ง รวมไปถึงตลาดใหญ่ ๆ ชื่อดาวเรืองที่เอามาใช้ตั้งเป็นชื่อร้านก็มาจากชื่อของเจ้าของธุรกิจที่ชื่อ คุณนายดาวเรือง สาวลาวเชื้อสายเวียดนาม ที่ว่ากันว่าเป็นนักธุรกิจอันดับหนึ่งของลาวใต้ และเป็นอันดับสองของลาว กาแฟ ดาว ที่ขึ้นชื่อของลาวก็เป็นธุรกิจของผู้หญิงคนนี้

สินค้าที่มีให้ซื้อก็มีพวกวิสกี้ บรั่นดี ไวน์ เบียร์ บุหรี่ ขนม ชอคโกแลต น้ำหอม กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา แว่นตา และของตกแต่งบ้าน เดินเข้าไปแวะดูเห็นแบล็คเลเบิล 75 ซล. ขายอยู่ขวดละ 634 บาท การซื้อของใช้ได้ทั้งเงินบาทไทย เงินกีบลาว และเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ถ้าอยากจะแลกเงินกีบ เห็นฝั่งตรงข้ามถนนมีตึกชั้นเดียวอยู่หลังหนึ่ง ขึ้นป้ายว่า ทะนาคานพัดทะนาลาว สาขาย่อยวังเต่า คงพอจะหาแลกได้อยู่

 

ลึกเข้าไปในฝั่งลาวจากแถว ๆ ร้านค้าดิวตี้ฟรีอีกประมาณ 400-500 เมตร มีตลาดวังเต่าให้ไปเดินเลือกหาซื้อสินค้ากันได้อีกแห่งหนึ่ง ขี้เกียจเดินก็มีรถจักรยานยนต์รับจ้าง ตลาดนี้บางทีก็เรียกกันว่า ตลาดล่าง ของที่เอามาขายกันก็มีทั้งของป่า ของลาว ของจีน และของเวียดนาม ซึ่งของบางอย่างก็เอาผ่านเข้ามาในบ้านเราไม่ได้ แล้วจะได้ของแพงหรือถูกก็ขึ้นอยู่กับฝีปากและความใจกล้าในการต่อราคา แต่ถ้าเป็นพวกเหล้าและบุหรี่เข้าไปหาซื้อเอาจากร้านดิวตี้ฟรีน่าจะได้ของแท้กลับมามากกว่า

 

จากชายแดนไทยที่ช่องเม็กเข้าไปประมาณ 40 กม. ก็จะเจอสะพานมิตรภาพลาว-ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขง ลงจากสะพานนี้ไปก็ถึงตัวเมืองปากเซ

 

ริมแม่น้ำโขง แถว ๆ หัวสะพานฝั่งเมืองปากเซ กำลังก่อสร้างอาคารหลังใหญ่ มีคนบอกว่าเป็นบ้านของคุณนายดาวเรือง ซึ่งยังสร้างไม่แล้วเสร็จเสียที โอกาสที่จะสร้างบ้านได้สำเร็จ ก็ต้องอาศัยคนไทยมาช่วยอุดหนุนซื้อสินค้าจากร้านหรือตลาดของคุณนายดาวเรืองกันนั่นแหละ    

ชื่อเมือง ปากเซ มาจากที่ตั้งเมืองซึ่งอยู่ปากแม่น้ำเซ หรือ เซโดน เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของแขวงจำปาสัก และเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าของลาวทางภาคใต้

ตึกสำนักงานกุ่มบลิสัดดาวเรือง ของคุณนายดาวเรือง ที่อยู่ในตัวเมืองปากเซ

 

ตะหลาดใหม่ปากเซ แขวงจำปาสัก ดำเนินงานโดย บลิสัด บลิกาน การค้า ปากเซ จำกัด แขวนป้ายผ้าข้อความว่า สะอาด สวยงาม สะหงบ มีวิไน ซื่อสัด บลิกานดี สุดจะหลิด โป่งใส พร้อมทั้งข้อความว่า เป็นแบบอย่างที่ดี มีความสะอาดสวยงาม มิวิไน รุ่งเรืองสิวิไล ก้าวขึ้นสู่ทันสะไหม แม่นน้ำใจของชาวตะหลาดใหม่ เมืองปากเซ

 

คนไทยจะคุ้นเคยกับตลาดนี้ในชื่อของตลาดคุณนายดาวเรือง เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีทั้งการค้าปลีกและค้าส่ง แล้วยังรวมเอาตลาดสดเข้าไว้ด้วย เป็นตลาดที่นักท่องเที่ยวคนไทยจะถูกพามาเดินเลือกหาซื้อสินค้ากัน ส่วนใครจะได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปก็แล้วแต่ความชอบและความตั้งใจที่มาหาซื้อ บางคนก็ซื้อแบบแห่ตามเพื่อน โทรศัพท์ทั้งไอโฟน หรือโนเกีย รุ่นทันสมัยมีวางขายในราคาแค่พันกว่าบาท รูปลักษณ์ภายนอกทำให้ดูเหมือนของจริง แต่ฟังก์ชั่นการใช้งานจะทำอะไรได้บ้างนั้นคงจะต้องพิจารณาดูกันเอาเอง กล้องที่ว่า 8 ล้านพิกเซลนั้น มันถ่ายแล้ว ออกมาได้จริง ๆ แค่กี่พิกเซลกันแน่ คนขายของมีทั้งคนจีน คนเวียดนาม และคนลาวที่พูดไทยได้ชัดแจ๋ว ซื้อของกันด้วยเงินบาทไทย แต่ต้องระวังจะโดนทอนด้วยเงินกีบ ทางที่ดีจ่ายเงินบาทไปให้พอดีกับราคาของนั่นแหละ

ในตลาดมี ทะนาคานกานค้าต่างปะเทดลาว มาเปิดให้บริการอยู่ด้วย

ส่วนตึกหลังนี้เรียกว่า โรงฉายรูปเงา ดูเอาจากคำภาษาอังกฤษว่า CINEMAX แล้ว ก็เดาเอาว่าน่าจะเป็นโรงหนัง

 

ถนนในลาวเป็นถนนลาดยางความกว้าง 2 เลน รถวิ่งสวนกัน แต่ก็ไม่ค่อยจะได้เห็นรถวิ่งกันมากนัก สองข้างทางยังคงสภาพความเป็นธรรมชาติอยู่มาก บ้านคนลาวเขาจะตั้งเสาไว้บนพื้นดิน ไม่ต้องฝังเสาลงไปในดิน แบบนี้เวลาย้ายบ้านก็ง่ายดี ใช้คนมาช่วยกันยกก็ย้ายบ้านทั้งหลังไปตั้งไว้ที่ไหนก็ได้ แถว ๆ เมืองปากเซคนส่วนใหญ่เท่าที่เห็นก็ยังทำการเกษตรกันอยู่ มีการปลูกยางพารา และกาแฟกันมากขึ้น ต้นทุเรียนแถวนี้ก็เห็นปลูกกันอยู่เยอะเหมือนกัน มีคนบอกว่าทุเรียนที่นี่เขาจะตั้งราคาขายเป็นลูก ๆ ไป ไม่ชั่งกิโลขายแบบบ้านเรา ราคาที่ว่านี้ไม่ต้องไปต่อให้เขาลดราคาลงอีก เพราะถึงจะข้ามวันแล้วทุเรียนเริ่มจะสุกงอม เขาก็จะยังขายในราคาที่ตั้งไว้นั้นอยู่

 

ออกจากตัวเมืองปากเซไปอีกไม่เต็ม 40 กม.ดี ก็เข้าเขตพื้นที่อุทยานบาเจียงจำปาสัก ชื่อบาเจียงมีที่มาจากชื่อของท้าวบาเจียงกับนางมะโรงในนิทานรัก ๆ ใคร่ ๆ สามเส้าตั้งแต่โบร่ำโบราณของลาว ภูเขาสองลูกที่เมืองปากเซก็ยังตั้งชื่อว่า เขาบาเจียง และเขามะโรง ตอนข้ามเข้ามาในเขตลาวก็ต้องเสียค่าเหนียบแผ่นดินไปทีหนึ่งแล้ว พอจะเข้าไปในเขตอุทยานก็ต้องจ่ายเงินค่าเข้าอีกคนละ 20 บาท ไม่รู้ว่าเป็นค่าเหยียบอุทยานหรือเปล่า

 

จากลานจอดรถมีป้ายบอกทางเดินที่จะไป ร้านอาหาน 144 เมตร น้ำตกผาส้วม 94 เมตร น้ำตกสามพี่น้อง 2,325 เมตร น้ำตกหมากแงว 275 เมตร บ้านชนเผ่าและพิพิดตะพันชนเผ่า 187 เมตร เส้นทางย่างป่า 325 เมตร (คงจะเป็นเส้นทางเดินป่านั่นแหละ) บ้านพัก 275 เมตร และห้องน้ำ 50 เมตร อย่างหลังนี้ลองไปใช้บริการมาแล้ว ความสะอาดต้องถือว่าใช้ได้เลยในบรรยากาศธรรมชาติแบบนี้

 

เวลาก็เลยเที่ยงวันไปมากแล้วแบบนี้ คงจะตัดสินใจไม่ยากว่าจะเลือกเดินไปตามป้ายบอกทางป้ายไหน โดยเฉพาะวันนี้เป็นการตอบรับคำชวนให้มากินข้าวมื้อกลางวันข้างส้วม แน่นอนว่าเส้นทางที่เลือกเดินก็ต้องเป็นร้านอาหาร ส้วมแบบที่เป็นห้องน้ำที่อยู่ใกล้ ๆ ลานจอดรถก็ไปเข้ามาแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นร้านอาหารว่าอยู่ที่ไหน ต้องเดินตามศรชี้ในป้ายร้านอาหาน 144 เมตรไปก่อน เส้นทางเดินต้องข้ามลำธารน้ำ มีสะพานไม้สานแบบโยกเยกให้เดินข้ามไป

มองไปตามลำธารฝั่งปลายน้ำ เห็นยังมีสะพานข้ามลำธารอยู่อีกแห่งหนึ่งเป็นเหล็กดูมั่นคงกว่า แต่ท่าทางคงจะต้องเดินอ้อมไกลกว่าเส้นทางนี้

 

แต่ถ้ามองย้อนขึ้นไปทางต้นน้ำก็จะเห็นมีน้ำตกอยู่ ช่วงนี้สีน้ำค่อนข้างแดง บนเขาต้นน้ำน่าจะมีฝนตกหนักอยู่บ่อย ๆ

 

พอเดินลงจากสะพานไม้สานก็จะถึงบริเวณส่วนที่เป็นร้านอาหารเลย ถ้ายังไม่อยากเข้าไปในร้าน ก็มีเส้นทางแยกให้แวะไปชื่นชมน้ำตกก่อน แต่สำหรับบางคนความงดงามของธรรมชาติก็ไม่อาจดึงดูดใจได้ในยามที่ท้องหิว

มีดาราหน้ากล้องยืนคอยอยู่ที่หน้าร้านขายของที่ระลึก ให้คนที่ไปเที่ยวได้เข้าไปยืนถ่ายรูปคู่ไว้เป็นที่ระลึก เห็นคนไทยที่ไปส่วนใหญ่จะส่งแบงก์ไทยใบละ 20 บาท ไว้ให้เป็นที่ระลึกด้วยเหมือนกัน

ไม่ทันจะได้ถามหาว่าร้านนี้ชื่อร้านอะไร ตาก็เหลือบไปเห็นแผ่นป้ายใหญ่มีข้อความว่า ที่นี้บ่ทันได้ตั้งชื่อ ที่นี้บ่ได้โคสะนา ที่นี้บ่ได้ใช้แป้งนัว (ผงชูรสนั่นแหละ) ปุงแต่งอาหาน ที่นี้ใช้ชิ้น หมู ไก่ ปา จากกานเลี้ยงแบบทำมะชาด ที่นี้ปูกผักกินเองเพื่อปอดสานเคมี ที่นี้บลิกานท่านด้วย 8 ชนเผ่าของท้องถิ่น ที่นี้ยินดีรับฟังคำติชม แก้ไข จากบันดาท่าน ที่นี้หากท่านพอใจ กะลุนาบอกต่อกันด้วย

 

บรรยากาศบริเวณระเบียงของร้านซึ่งมีน้ำตกเคียงอยู่ข้าง ๆ ถ้าไม่กินอาหารจะมาแค่นั่งจิบกาแฟชมน้ำตกก็น่าจะเหมาะ ได้ยินจากปากคนที่ไปหลายเสียงว่ากาแฟที่นี่อร่อย เป็นกาแฟลาวที่สูตรการชงเป็นแบบคนไทย ดื่มแล้วสมคำร่ำลือว่า กาแฟเย็นก็แซ่บ กาแฟร้อนก็หอม

แขวงจำปาสักเป็นแหล่งผะลิด (ผลิต) กาเฟทำมะชาด คุนนะพาบในละดับต้นของโลก ขอเชินท่านทดลองสั่งกาเฟคุนนะพาบดีของพวกเรามาพิสูดด้วยตัวท่านเอง

 

จากระเบียงร้านมองออกไปทางน้ำตก ก็เลยได้เห็นป้ายบอกชื่อของน้ำตกที่เห็นอยู่ข้างร้านนี้ว่าชื่อ น้ำตกผาส้วม อย่างนี้นี่เองที่เขาชวนมากินข้าวมื้อกลางวันข้างส้วม

 

ร้านอาหารและสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้เป็นฝีมือในการพัฒนาขึ้นมาของคนไทยคือ คุณวิมล กิจบำรุง ที่เข้าไปพัฒนาป่าเสื่อมโทรมแห่งนี้เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่มีคนนำไปเขียนเล่าถึงกันเยอะแยะแล้ว ด้วยความที่เป็นร้านอาหารที่คนไทยเข้าไปพัฒนา อารมณ์ในการให้บริการต่าง ๆ และรสชาติอาหาร ก็เลยดูจะตอบสนองความพึงพอใจของคนไทยได้ดี

 

โต๊ะนั่งกินอาหารในร้านเป็นแบบโต๊ะญี่ปุ่น ที่นั่งอยู่ในระดับเดียวกันกับพื้นเรือนทำไว้ให้นั่งแบบห้อยขาได้

วันที่ไปกินข้าวที่ร้านนี้เป็นวันทำงานก็เลยเจอคนค่อนข้างน้อย มีคนบอกว่าถ้าเป็นวันหยุดจะมีคนมาต่อคิวรอกินกันเยอะมาก เพราะคนที่มาเที่ยวแถวนี้ก็จะต้องมากินข้าวมื้อกลางวันกันที่ร้านนี้

แวะดูห้องครัวก็เห็นว่าเป็นอะไรที่เรียบง่าย แต่ก็ดูสะอาดสะอ้าน ที่นี่มีเรือนพักไว้ให้บริการด้วย มีให้เลือกพักทั้งแบบที่อยู่ริมลำธาร อยู่ริมน้ำตก และอยู่บนต้นไม้ แต่ไม่ได้ขอเขาเข้าไปดู

 

กลับมาที่โต๊ะอาหารสักที ข้าวมีให้เลือกกินทั้งข้าวสวยและข้าวเหนียว กับข้าวจานแรกเป็นปลาทอด

 

หมูทอด ที่มีพริก ตะไคร้ และหอมแดงสดซอยโรยหน้ามาด้วย

 

น้ำพริกแจ่วหมากเด่น หรือมะเขือเทศ กินกับผักสด

 

ต้มยำไก่ที่ได้รสชาติของต้มยำแบบไทย ๆ

 

ผัดหมากสะเวอใส่ไข่ ที่บ้านเราเรียกว่ามะระหวาน หรือฟักแม้ว

 

ลาบหมูที่ใคร ๆ ที่ได้มากินต่างก็ชมว่าอร่อย

ของหวานเป็นเนื้อลูกสำรองใส่น้ำเชื่อม ไม่แน่ใจว่าคนลาวจะเรียกลูกสำรองว่า หมากจอง เหมือนคนทางอีสานหรือเปล่า มีคนบอกว่ากินเนื้อลูกสำรองแล้วช่วยลดไขมันในร่างกาย เพราะแบบนี้หรือเปล่าเลยมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า พุงทะลาย

 

อิ่มท้องและได้ของหวานล้างปากแล้ว คราวนี้ก็เริ่มคิดถึงส้วม ไม่ใช่ส้วมที่เป็นห้องน้ำ แต่เป็นส้วมที่เป็นชื่อของน้ำตก มีป้ายห้ามโดด โตนลงน้ำ อาดเปนอันตะลายเถิงตายได้ เหมือนที่ผ่านมา เห็นความแรงของน้ำตกแล้วก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิดที่จะกระโดดลงไปหรอก ดูแล้วคงไม่น่าจะบันเทิงใจเท่าไร

 

เป็นน้ำตกที่มีขนาดไม่เล็กและก็ไม่ใหญ่ เอาเป็นว่าขนาดกำลังพอสวยงามเป็นรูปโค้งตัว U ก็แล้วกัน ส่วนขนาดความสูงของน้ำตกกะด้วยสายตาก็ไม่น่าจะถึง 10 เมตรเสียด้วยซ้ำ แต่ก็มีน้ำตลอดทั้งปี

 

ชื่อของน้ำตกถ้าเรียกแบบลาวก็ต้องเรียกว่า ตาดส่วม หรือตาดส้วม ตาดก็คือน้ำตกนั่นเอง ส่วนส้วมก็หมายถึงห้องหอของบ่าวสาว เป็นห้องหอที่ท้าวบาเจียงสร้างไว้รอนางมะโรงมาร่วมห้อง มีคนบอกว่าเป็นความคิดของคนไทยในการตั้งชื่อที่เกรงว่าคนไทยด้วยกันจะฟังและคิดเตลิดไปในคำว่าส้วม ก็เลยเติมคำว่าผาคั่นเอาไว้ตรงกลางสักหน่อยน่าจะดีกว่า ผิดถูกอย่างไรก็ยกให้เป็นเรื่องของคนที่บอกมาก็แล้วกัน 

 

ที่นี่ยังได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม โดยรวบรวมชนเผ่าพื้นเมืองต่างๆ มาพักอาศัยและทำงานอยู่ที่นี่ จะได้ไม่ต้องไปตัดไม้ทำลายป่าเพื่อทำการเกษตรกันอีก

ดูเหมือนบริเวณนี้จะใช้เป็นที่เที่ยวชมบ้านของชนเผ่าต่าง ๆ ตรงกลางพื้นที่เป็นศาลากลางบ้านของชนเผ่ากะตู

 

เผ่ากะตูเป็นหนึ่งในกลุ่มชนชาติลาวเทิง ซึ่งเป็นคนลาวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ราบสูง ถ้าอยู่ในพื้นที่ราบก็จะเรียกว่าลาวลุ่ม แต่ถ้าอยู่ในพื้นที่ภูเขาสูงก็จะเรียกว่าลาวสูง

เรือนของชนเผ่ากะตูตั้งอยู่ใกล้ ๆ กัน มีของขายอยู่หลายอย่างเหมือนกัน

 

เรือนของชนเผ่าตะเลียงซึ่งเป็นลาวเทิงเช่นเดียวกัน

 

เรือนของชนเผ่าอาลัก มีฝีมือในเรื่องของการทอผ้า

 

เรือนของชนเผ่าโอย บางทีก็เรียกว่าเผ่าตะโอย

หลังนี้เป็นเรือนของชนเผ่าละแว

เรือนหลังนี้มีเสาเรือนอยู่แค่เสาเดียว เรียกว่าเรือนเสาเดียวของชายหนุ่มเผ่าละแว ใช้เป็นสถานที่ที่หนุ่มสาวจะมาพบกันเพื่อสร้างความคุ้นเคยสนิทสนมกัน หนุ่มก็จะเตรียมของขวัญมาให้สาว ส่วนสาวก็จะจัดเตรียมอาหารมากินกัน ใกล้ชิดกันได้แค่พอให้แตะเนื้อต้องตัวกันได้ แต่ไม่ให้ล่วงเกินกันจนเลยเตลิดไปกันมากกว่านั้น

 

เรือนหลังใหญ่หลังนี้เรียกว่าหอประชุมของชนเผ่าละแว

ก่อนจะขึ้นเรือนก็ต้อง กะลุนาปดเกิบ เสียก่อน

 

บนเรือนใช้เป็นสถานที่จัดแสดงภาชนะดินเผา และภาชนะที่เป็นเครื่องจักสานของชนเผ่าต่าง ๆ

ส่วนหลังนี้มีคนอยู่กันเยอะ เป็นเรือนของชนเผ่ายะเหิน

 

เรือนนี้เป็นของชนเผ่าแงะ

เดินเล่นย่อยอาหารมื้อกลางวันข้างส้วมอยู่นานร่วม 2 ชั่วโมง กว่าจะกลับมาถึงด่านช่องเม็กเวลาก็ล่วงเลยไปเกือบห้าโมงเย็น กินข้าวข้างส้วมลาวก็เพลิดเพลินได้อยู่ แต่ถ้ามีคนมาชวนไปกินข้าวข้างส้วมที่บ้านเรา ก็คงจะต้องคิดตัดสินใจอีกที !!!

ชัยพฤกษ์ / 24 สิงหาคม 2554

 

 

Leave a Reply