ขึ้นม่อนลองแฮงลงหลิ่งปาวเจือก ผ่อผาช่อแบบจีพีเอสพาไป

y7788

จนกลับมาถึงบ้านแล้วก็ต้องมานั่งคิดไล่ถนนหนทางว่าที่ไปผ่อหรือไปดูผาช่อมานั้นใช้ถนนเส้นทางไหนเข้าไป เป็นพวกที่เชื่อมั่นตัวว่าอยากจะไปไหนเดี๋ยวก็หาทางไปได้ถูก ก็เลยไม่ค่อยยอมศึกษาดูเส้นทางเอาไว้ก่อน รู้แต่ว่าอยากจะไปผ่อผาช่อที่อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ นึกอยู่ในใจว่าเดี๋ยวไปถึงดอยหล่อก็คงเจอป้ายบอกทาง ทำไปทำมาเพราะขับเร็วจนหลุดเลยไปถึงไหนก็ไม่รู้ หลงแล้วคราวนี้ก็เลยต้องเปิดโทรศัพท์อาศัยจีพีเอสนำทาง ที่ไหนได้จีพีเอสก็พาไปได้เรื่อยเหมือนกัน เห็นท่าว่าชักจะวน ๆ พาออกถนนใหญ่อีก ก็เลยต้องตั้งหลักอาศัยประสบการณ์นักเที่ยวแบบเดาเส้นทางที่น่าจะเป็นไปได้ เจอรถเก๋งอีกคันน่าจะหลงจีพีเอสมาเหมือนกัน คงนึกว่าเรารู้ทางเลยปล่อยให้เราแซงขึ้นหน้าแล้วขับตาม มั่วไปมั่วมาสุดท้ายก็พากันไปได้จนถึง

y7787

ใช้ทางหลวง 108 เชียงใหม่-ฮอด-แม่สะเรียง-แม่ฮ่องสอน แล้วหลุดไปจนเกือบถึงตัวอำเภอจอมทองนั่นแหละ ไปกลับรถเอาตรงจุดกลับรถเลยหลัก กม.ที่ 47 ไปแล้ว อีก 12 กม.ก็จะถึงจอมทอง กลับรถแล้วก็จะเจอโรงเรียนวัดวังขามป้อม สุดรั้วโรงเรียนมีถนนแยกซ้าย เป็นถนนสาย ชม.3104 บ้านปากทางสามัคคี-บ้านหนองหอย ระหว่างทางมีทางแยกอยู่เยอะก็เลยพยายามหาเกาะยึดทางหลักเอาไว้ เส้นทางที่เข้ามาเป็นทางราดยางแต่ก็มีผุพังเป็นหลุมบ่ออยู่บ้างตามอายุการใช้งานพอให้ขับเลี่ยงหลบไปได้ เข้าไปได้ประมาณ 7.2 กม. ก็ไปเจอด่านเก็บเงินค่าเข้าอุทยานแห่งชาติเล็ก ๆ ทางเข้าผาช่อจนได้

y7786

y7785

เส้นทางที่ใช้น่าจะเป็นคนละทางกับเส้นทางที่ส่วนใหญ่จะแนะนำกันให้ไปเข้าทางที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่วาง เพราะไปจนกลับออกมาได้แล้วก็ยังไม่ได้เจอที่ทำการอุทยานฯ เลย เส้นทางที่ว่าก็คือจากทางหลวง 108 ถ้าไปจากทางตัวเมืองเชียงใหม่ผ่านสันป่าตอง พอเลยหลัก กม.37 ก็ให้เตรียมชิดขวา ปล่อยให้เลยหลัก กม.ที่ 38 ไปก่อนค่อยยูเทิร์นกลับมา ประมาณ 1 กม.พอผ่านวัดฟ้าหลั่งก็เตรียมชิดซ้าย แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสาย ชม.2069 ที่จะไปอุทยานแห่งชาติแม่วาง ระยะทางประมาณ 11 กม. ถึงที่ทำการอุทยานฯ และศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแล้ว จะไปผาช่อยังต้องวิ่งรถไปอีกประมาณ 3.1 กม. เส้นทางนี้ไม่ได้ใช้ไปก็เลยไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่เท่าที่ฟังดูถนนหนทางน่าจะดีกว่า

y7784

y7783

ที่พอจะเล่าได้ก็คงเป็นเส้นทางที่ใช้ ซึ่งพอถึงด่านก็จอดรถจ่ายเงินค่าผ่านเข้าอุทยานแห่งชาติทั้งคนทั้งรถ หลังจากนั้นก็ต้องเจอกับเส้นทางที่ค่อนข้างทุลักทุเลพอประมาณสำหรับรถเก๋ง เพราะต้องขับแบบโขยกเขยกไปตลอดเส้นทางประมาณ 4.5 กม.ที่ถนนเป็นลูกรังบดอัด

y7782

y7781

ไปเที่ยวเส้นทางถนนแบบนี้อย่าดูแค่สภาพคนว่าพร้อม ควรดูสภาพรถไว้ก่อนว่าพร้อมด้วย ไปเสียระหว่างทางน่าจะหาตัวช่วยได้ไม่ค่อยง่ายนัก เพราะระหว่างทางไม่ค่อยได้เจอรถสวนทางกลับออกมาสักเท่าไร

y7780

y7779

ความกว้างของถนนไม่ได้เท่ากันไปทั้งหมด บางช่วงก็แคบขนาดที่รถจะสวนกันก็ต้องหลบจอดชิดข้างทางไว้คันหนึ่ง แล้วปล่อยให้รถที่สวนทางผ่านไปก่อน

y7778

y7777

ระหว่างทางมีป้ายบอกระยะทางที่เหลือพอให้ได้ใจชื้นขึ้นมาหน่อยว่าใกล้จะถึงแล้ว เข้ามาแล้วถ้าไม่เถลไถลออกนอกลู่นอกทางไปไหนก็ไม่น่าจะหลุดหลง แต่ก็เป็นเส้นทางที่ขับรถให้ผ่านไปได้แบบไม่ได้ยากเย็นอะไร รถเก๋งคันเล็ก ๆ ก็ไปกันได้ เพียงแต่อาจจะต้องค่อย ๆ ไปไม่ต้องรีบร้อนมากนัก

y7776

y7775

พอเห็นป้ายสีเหลืองสัญลักษณ์บอกทางขึ้นเนินก็แสดงว่ามาถึงจุดหมายแล้ว ส่วนปลายทางมีให้เลือกอยู่ 2 ปลาย ปลายแรกไม่ต้องขับรถขึ้นเนินไปอีก เลี้ยวซ้ายเข้าลานจอดรถแรกได้เลย ลานนี้จอดรถแล้วมีเส้นทางเดินเท้าที่จะเข้าไปดูผาช่อได้เลย แต่ถ้าจะขึ้นไปดูบนจุดชมวิวรอบ ๆ ก็ต้องเดินขึ้นบันไดไปอีก ส่วนอีกปลายทางหนึ่งก็คือขับรถขึ้นเนินต่อไปอีก บนนั้นจะมีลานจอดรถอยู่อีกแห่งหนึ่งใกล้ ๆ กับจุดชมวิว ถ้าจะไปดูผาช่อก็ต้องเดินลงบันไดมา แนะนำว่าถ้าไปรถรับจ้างก็ควรจะให้จอดส่งลงเดินที่ลานจอดรถข้างล่าง แล้วให้ไปรอรับที่ลานจอดรถข้างบน พอเดินชมผาช่อกลับมาก็จะได้เดินขึ้นบันไดไปดูบนจุดชมวิวต่อแล้วขึ้นรถกลับออกไปได้เลย ไม่ต้องเดินลงบันไดกลับลงมาอีก

y7774

y7773

ใช้เวลาไปประมาณ 15 นาทีกับระยะทางประมาณ 4.5 กม. ไปแบบยังไม่ทันได้รู้อีโหน่อีเหน่อะไรก็เลยเลือกจอดรถที่ลานจอดด้านล่างเพราะยังเห็นเหลือว่างอยู่

y7772

y7771

ผาช่ออยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วาง ซึ่งเพิ่งได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 2552 นี่เอง ตัวที่ทำการอุทยานฯ น่าจะอยู่ในเขตพื้นที่ตำบลสันติสุข อำเภอดอยหล่อ แต่ตัวผาช่อน่าจะเป็นเขตพื้นที่ตำบลยางคราม อำเภอดอยหล่อ ก่อนหน้านั้นได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไปสำรวจพื้นที่ป่าตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งได้ไปเจอผาช่อนี้แล้ว แต่กว่าจะมาปรับปรุงทำถนนทางเข้าก็เข้าปี 2555 แล้ว และมาพัฒนาทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างจริงจังเมื่อปี 2557 แล้วออกข่าวเปิดตัวผาช่ออย่างเป็นทางการ

y7770

y7769

ลงจากรถแล้วก็ยังไม่ได้เห็นผาช่อ แต่ต้องเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 400 เมตร เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติก็ควรจะแวะอ่านศึกษาข้อกฎหมายและคำเตือนต่าง ๆ จากป้ายประกาศก่อนที่จะเดินเข้าไปเที่ยว เผื่อมือจะได้ไม่ซุกซนไปแกะนู่นแกะนี่ เด็ดนู่นเด็ดนี่ หรือเขียนนู่นเขียนนี่ ตัวก็โต ๆ อย่างนั้นพูดอะไรก็เหมือนจะรู้เยอะแล้วจะมาบอกรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ยังฟังดูตะขิดตะขวงใจอยู่

y7768

y7767

ก้อนหินและกรวดที่แหล่งท่องเที่ยวผาช่อจะมีลักษณะกลมมนก้อนเล็ก ๆ หน้าตาไม่เหมือนหินตามภูเขาที่เคยเห็น ๆ กัน แต่ออกจะมีหน้าตาไปในทางหินแม่น้ำ ก็เลยสันนิษฐานว่าแต่ก่อนแถว ๆ นี้น่าจะเคยเป็นแม่น้ำมาก่อน และแม่น้ำที่อยู่ใกล้ที่สุดก็คือแม่น้ำปิง แต่การยกตัวขึ้นอย่างช้า ๆ ของเปลือกโลกบริเวณนี้ก็เลยทำให้แม่น้ำเปลี่ยนทางเดินไป เหตุการณ์อย่างที่ว่านี้น่าจะเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3 ล้านปีก่อนมานี้เอง คนคิดทำให้เป็นที่ท่องเที่ยวก็เลยเอาหินและกรวดก้อนเล็ก ๆ พวกนี้เอามาทำเป็นทางเดินสำหรับสปาเท้า

y7766

y7765

เป็นการเดินเท้าเปล่าย่ำบนหินแม่น้ำพวกนี้นานประมาณ 20-30 นาที ก็เพื่อกระตุ้นการหมุนเวียนของเลือดและปรับธาตุในตัวให้สมดุล

y7764

y7763

ไม่ถนัดจะเดินสปาเท้า ก็เลือกเดินบนทางดินธรรมดา ๆ ก็ได้

y7762

y7761

เดินมาได้สักประมาณ 100 เมตร ก็จะมาบรรจบกับบันไดทางขึ้นลงจากจุดชมวิวและลานจอดรถข้างบนนั้น

y7760

y7759

ป่าไม้ที่แถว ๆ ผาช่อเป็นป่าแบบที่เรียกว่าป่าเต็งรัง ชั้นดินที่มีธาตุอาหารอยู่ลงไปลึกจนเกินกว่าที่ต้นไม้ใหญ่ ๆ จะโตได้ ก็เลยมีแต่ต้นไม้ต้นเล็กๆ ขึ้นอยู่ห่างระยะกันจนเห็นเป็นป่าโล่ง ๆ ต้นไม้ที่มีขึ้นก็จะเป็นพวกไม้เต็ง รัง เหียง และพลวง

y7758

ต้นปรงป่าที่เห็นแล้วก็ปลง ไม่ค่อยจะมีความเขียวสดชื่นให้เห็นอยู่สักเท่าไร

y7757

y7756

ชั้นของดินตะกอนที่มีหินและกรวดแทรกตัวอยู่ เป็นตะกอนดินและหินกรวดที่ถูกพัดพามากับแม่น้ำตั้งแต่เมื่อหลายล้านปีที่แล้ว

y7755

y7754

ประติมากรรมที่ถูกบรรจงเรียงร้อยโดยวิถีแห่งธรรมชาติผ่านกาลเวลานับเป็นล้านปี

y7753

y7752

ความงามของกรวดหินดินตะกอน

y7751

y7750

ที่ถูกปะปนสอดแทรกด้วยพืชพรรณไม้

y7749

y7748

เส้นทางเดินเท้าที่เมื่อวันวานนานแสนนานนั้นอาจคือช่องทางน้ำไหลผ่านที่เป็นลำธารสาขาของแม่น้ำปิง

y7747

ทางเดินเท้าบนพื้นราบโค้งสุดท้ายก่อนจะถึงผาช่อ ช่องเดินค่อนข้างแคบไปกันหลายคนคงต้องเดินเรียงแถว เลยจากสามแยกตรงนี้ไปใช้เดินเท้าแบบทางเดียวหรือวันเวย์ จะไปดูผาช่อต้องเดินไปทางแยกด้านซ้าย ส่วนช่องทางแยกขวามือใช้เป็นทางเดินออกจากผาช่อ

y7746

เดินพ้นโค้งมาแล้วแต่อย่าเพิ่งกระดี๊กระด๊าว่าจะได้เห็นผาช่อแล้ว เพราะยังจะต้องเดินขึ้นเนินเขาที่มีความสูงพอประมาณไปอีก

y7745

y7744

ถึงตรงนี้ก็ต้องประเมินกำลังตัวเองแล้วว่าจะเดินขึ้นไปข้างบนนั้นไหวหรือไม่ไหว เนินนี้มีคนตั้งชื่อเรียกไว้ว่าม่อนลองแฮง หรือเนินทดสอบแรง ก็เลยถือโอกาสทดสอบแรงตัวเองเสียเลยว่าสังขารหลังออกจากนอนไอซียูยังพอจะสู้ไหวหรือเปล่า

y7743

ไม่ถึงกับเดินขึ้นได้แบบเพลิน ๆ แต่ก็ไม่ถึงกับต้องทรุดลงนั่งคาขั้นบันได ก้าวบ้างมีหยุดพักสูดอากาศเรียกหาความอึดบ้างสลับกันไปเดี๋ยวก็ขึ้นถึง

y7742

y7741

ขึ้นมาถึงข้างบนแล้วยังไม่คิดทำอะไรอย่างอื่น แต่เดินมุ่งหน้ามาหาศาลาที่มีเก้าอี้ไว้ให้นั่งพัก นั่งสูดอากาศเข้าปอดอีกหลาย ๆ เฮือกแล้วชมวิวรอบ ๆ ที่มีป่าเต็งรังเป็นม่านฉากกั้นอยู่

y7740

ข้างบนนี้มีต้นมะม่วงหัวแมงวันด้วย มีป้ายติดบอกว่าเป็นไม้มีพิษ เท่าที่เคยรู้ก็น่าจะเป็นต้นไม้เผ่าพันธุ์เดียวกันกับมะม่วงนี่แหละ แต่ออกผลเป็นลูกเล็ก ๆ เท่าปลายนิ้วก้อยก็เลยเรียกกันว่าหัวแมงวัน แต่ให้ผลเยอะมากกินกันทั้งเปลือก ผลสุกจะมีสีดำ ๆ

y7739

นั่งพักพอให้หายใจระรื่นขึ้นแล้วก็ลุกเดินขึ้นเนินต่อไปอีกหน่อย เห็นทำราวกั้นเป็นขอบเอาไว้ ตรงนั้นเดาเอาไว้ก่อนว่าน่าจะเป็นหุบเหวลึกลงไป

y7738

y7737

ที่แท้ก็เป็นจุดชมวิวผาช่อนี่เอง ยอดผาด้านนี้เป็นผาที่อยู่ตรงกันข้ามกันกับผาช่อ ก็เลยใช้เป็นจุดถ่ายรูปที่เห็นผาช่อเป็นฉากหลัง

y7736

y7735

ชื่อเรียกผาช่อก็น่าจะมาจากรูปร่างลักษณะของดินหน้าผาที่เห็นเป็นช่อ ๆ ซึ่งคนแถว ๆ นั้นก็เรียกกันมาก่อนแล้วว่าผาจ้อ คำว่าจ้อของคนเหนือก็คือช่อในสำเนียงพูดของคนภาคกลาง

y7734

y7733

ผาดินตะกอนที่หลายคนบอกว่าเป็นแกรนด์แคนยอนเมืองไทย

y7732

y7731

ความน่าอัศจรรย์แบบผาช่ออีกส่วนหนึ่งมีรูปลักษณ์เป็นแท่ง ๆ คล้ายเสา ก็เลยมีคนตั้งชื่อเรียกให้ว่า เสาโรมัน

y7730

y7729

เดินขยับเข้ามาดูผาช่อให้ใกล้เข้าไปอีกหน่อย

y7728

y7727

ยืนดูผาช่อที่ความสูงระดับเดียวกันหรือไล่เลี่ยกันแล้วก็ยังไม่ค่อยได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่มากนัก ถ้าเดินลงไปแหงนดูจากข้างล่างมองขึ้นมาข้างบนก็คงจะได้เห็นความสูงใหญ่อลังการมากกว่ากันเยอะ

y7726

y7725

ทางเดินลงไปที่ระดับพื้นด้านล่างนี้มีคนตั้งชื่อเรียกว่า หลิ่งปาวเจือก หลิ่งในภาษาเหนือเป็นคำที่ใช้เรียกเนินลาดลงที่มีความชัน ปาวไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร แต่เจือกหรือเจื้อกก็คือเชือก เท่าที่เห็นก็คือราวจับบันไดทางลงไปข้างล่างนั้นทำด้วยเชือก

y7724

y7723

เดินลงบันไดไปแล้วก็ถึงจุดแวะดูเสาโรมันก่อน โครงสร้างของเสาโรมันก็เป็นอย่างเดียวกันกับผาช่อนั่นแหละ คือการทับถมของดินตะกอนแม่น้ำในยุคเดียวกันกับที่แผ่นเปลือกโลกเอเชียเข้ามาชนกับแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียที่เรียกว่ายุคเทอร์เชียรี การชนกันครั้งนั้นทำให้เปลือกโลกบางส่วนถูกดันให้โค้งยกตัวขึ้นกลายเป็นเทือกเขาสูง แผ่นดินใต้ผืนน้ำแถว ๆ นี้ก็ถูกดันยกตัวขึ้นเป็นผาสูง และแม่น้ำก็เปลี่ยนเส้นทางเดินไป

y7722

y7721

ตะกอนดิน หิน กรวด แม่น้ำที่ยกตัวขึ้นเป็นผาสูงนั้น ตลอดกาลเวลาที่ผ่านมาก็ต้องเจอกับการถูกกัดเซาะชะล้างจากธรรมชาติอย่างฝนและลม สุดท้ายจากหน้าผาก็เหลือสภาพให้เห็นเป็นแค่เสาดินตะกอนขนาดความสูงประมาณ 30 เมตร

y7720

y7719

ผาช่อเองก็มีที่มาเหมือนอย่างเสาโรมัน แต่ยังคงสภาพของการเป็นหน้าผาที่มีความสูงประมาณ 30 เมตรเอาไว้

y7718

y7717

เส้นทางเที่ยวดูผาช่อถูกทำไว้ให้เดินได้สะดวก ขอให้พกแรงมาก็พอ

y7716

y7715

ประติมากรรมดินตะกอนธรรมชาติขนาดใหญ่

y7714

y7713

ดินตะกอนที่ทับถมเป็นชั้น ๆ ผ่านช่วงกาลเวลาก่อเกิดเป็นลวดลายที่สวยงามตื่นตา

y7712

y7711

ธรรมชาติช่างยิ่งใหญ่และขยันที่จะสร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้ได้เห็นอย่างไม่รู้จบสิ้น

y7710

ดื่มด่ำซึมซับความยิ่งใหญ่อัศจรรย์เอาไว้ในความทรงจำแล้ว ก็เดินเท้ากลับออกจากผาช่อตามป้ายชี้บอกทางออก ไม่ต้องเดินย้อนกลับขึ้นไปบนเนินผาสูงตามเส้นทางที่เดินลงมาอีก

y7709

y7708

เขาทำเส้นทางไว้ให้เดินแบบวันเวย์ เส้นทางที่ใช้เดินออกจากผาช่อนี้มีชื่อเรียกว่า ฮ่อมกองกีด ฮ่อมเป็นภาษาเหนือหมายถึงช่องทาง กอมน่าจะเป็นตรอกหรือซอย ส่วนกีดนั้นหมายถึงแคบ ๆ ซึ่งก็เป็นทางเดินแคบ ๆ เหมือนอย่างชื่อเรียก ไปกันเป็นคู่จะเดินจูงมือกันคงไม่ค่อยสะดวก ต้องเดินแบบแถวเรียงหนึ่งถึงจะคล่องตัว

y7707

y7706

เส้นทางที่ใช้เดินอยู่นี้เมื่อสมัยอดีตกาลนานมาแล้วก็คือผืนดินที่อยู่ใต้น้ำนั่นเอง ระหว่างเดินจะจินตนาการย้อนยุคไปว่ากำลังเดินอยู่ใต้ท้องน้ำก็พอได้

y7705

y7704

บางช่วงคนที่ตัวโตขยายแผ่ยื่นออกในแนวกว้างอาจจะต้องเดินผ่านได้ยากลำบากหน่อย เพราะช่องทางเดินอาจจะมีความกว้างน้อยกว่าช่วงตัว ทางเดินจะไปทะลุออกตรงใกล้ ๆ กับทางขึ้นม่อนลองแฮง

y7703

ต่อจากนั้นก็เดินย้อนกลับเส้นทางเดิมตอนที่เดินเข้ามา เดินต่อมาเรื่อย ๆ จนถึงบันไดทางขึ้นไปจุดชมวิวและลานจอดรถด้านบน ขาเข้าเดินผ่านไปก่อนเพราะมุ่งหมายอยากจะไปดูผาช่อ ตอนขาออกนี้ก็เลยแวะขึ้นบันไดไปดูข้างบนสักหน่อย

y7702

y7701

คนที่เอารถขึ้นมาจอดบนลานข้างบนก็จะเริ่มเส้นทางเดินไปดูผาช่อจากบันไดนี้ ระยะทางเดินเต็มวงรอบประมาณ 900 เมตร

y7700

y7699

ข้างบนนี้ชมวิวได้กว้างไกลวันไหนฟ้าใสก็จะมองเห็นได้ถึงจังหวัดลำพูนและลำปาง

y7698

เดินเที่ยวมาร้อน ๆ ถ้าเมื่อยขาหรือหิวน้ำ ข้างบนนี้มีร้านขายเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวไว้ให้นั่งพักเมื่อย

y7697

y7696

จากร้านขายเครื่องดื่มมองเห็นผาช่ออยู่ไกล ๆ ขึ้นมาข้างบนนี้อยู่ที่ระดับความสูงเดียวกันกับยอดผาช่อ เคยเห็นคนไปถ่ายรูปด้านบนของผาช่อมา ไม่ใช่มองผาช่อจากด้านล่างอย่างที่ได้เดินไปดูมา เห็นมีเส้นทางเดินเท้าอยู่เหมือนกัน เดาเอาว่าน่าจะเป็นทางไปด้านบนผาช่อ แต่ไม่ได้เดินไปดูเพราะมีราวไม้กั้นทางเดินไว้พร้อมกับป้ายบอกว่าห้ามผ่าน ไม่มีอะไรดูแล้วก็เลยเดินลงบันไดเพื่อกลับมาขึ้นรถที่ลานจอดด้านล่าง

y7695

ก้าวเท้าไปหัวก็มโนคิดไปด้วยว่าแค่แม่น้ำปิงโบราณสายเดียวยังมีกรวดหินดินทรายมากมายได้ขนาดนี้ แล้วจะเยอะแยะแค่ไหนถ้าเป็นแม่น้ำตั้งห้าสาย !!!

ชัยพฤกษ์
1 มีนาคม 2559