(บาง) อโยธารา บ้านไทยเมืองอยุธยาริมสายน้ำลพบุรี วันสบายที่ผ่านปล่อยกาลเวลา

การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเมืองอยุธยาเดี๋ยวนี้กลายเป็นเรื่องใกล้ ใช้เวลาขับรถไม่เต็มชั่วโมงดีก็ถึงแล้ว วิ่งรถอยู่ในกรุงเทพฯ เอง ไปบางที่เจอรถติด ๆ ใช้เวลานานกว่านี้ก็ถมเถไป คนไปเที่ยวอยุธยาทุกวันนี้ก็เลยเป็นแบบไปเช้าเย็นกลับ จะกินข้าวเลยค่ำไปสักนิดก็ไม่ดูว่าน่าจะเป็นปัญหาอะไร ถ้าไม่มีงานจำเป็นต้องอยู่จนดึก หรืองานเข้าเช้าจนต้องลนลานไป ก็จะไม่ค่อยได้ยอมนอนค้างคืนที่อยุธยา

มีเวลาว่างวันหยุดไม่อยากไปไหนไกลให้เหนื่อยมาก ก็เลยพาสมาชิกถาวรของครอบครัวไปเที่ยวเมืองเก่าอยุธยา กะว่าจะไปดูเมืองเก่า ไหว้พระ หาอาหารนั่งกินริมน้ำ แล้วก็แวะซื้อขนมมาฝากคนคุ้นเคยกันนิดหน่อย แล้วก็จะกลับกรุงเทพฯ

เที่ยวไปกินไปกันเรื่อย ๆ จนหลุดไปถึงเพนียดคล้องช้าง เป็นคนละที่กันกับวังช้างอยุธยาซึ่งอยู่แถว ๆ ถนนป่าโทน ตำบลประตูชัย ใกล้คุ้มขุนแผน แต่เป็นเพนียดคล้องช้าง ตำบลสวนพริก ทางที่จะไปวัดบรมวงศ์อิศรวรารามวรวิหาร ซึ่งเหมือนจะถูกทิ้งปล่อยให้รก ๆ ร้าง ๆ ดูพิกล

แต่เลยถัดเข้าไปตามถนนด้านข้างเพนียดฯ จะเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านช้าง เรียกเต็ม ๆ ก็ว่า หมู่บ้านช้างเพนียดหลวง เป็นบ้านพักอาศัยของช้างกับควาญช้าง ซึ่งนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะไปดูชีวิตความเป็นอยู่ซึ่งออกจะเป็นธรรมชาติมากกว่าที่วังช้างในเมืองที่ออกจะเป็นธุรกิจท่องเที่ยวมากไปสักนิด ความที่อยู่ใกล้แม่น้ำลพบุรี เย็น ๆ เขาก็จะพาช้างไปอาบน้ำ นักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคนก็เลยถือโอกาสเดินทางลงเรือไปเที่ยวด้วยเสียเลย

แล้วที่หมู่บ้านช้างนี่เองก็ให้บังเอิญเจอท่านผู้ใหญ่ที่รู้จักรู้ใจกัน หลังจากไหว้แสดงความเคารพแล้วพูดคุยซักถามสารทุกข์สุขดิบกันแล้ว ท่านก็บอกว่าน่าจะลองนอนค้างคืนที่เมืองอยุธยาดูบ้าง ก็ตอบท่านไปว่าเคยมาค้างอยู่หลายหนเหมือนกัน แต่นอนแล้วพอตกค่ำก็ไม่รู้จะทำอะไรดี ตอนไปนอนที่โรงแรมในเมืองยังเหมาเรือขนอาหารลงไปกินชมแม่น้ำ แต่พอกลับมาแล้วก็ไม่มีอะไรจะทำอยู่ดี

ผู้ใหญ่ท่านก็ว่าที่ท่านพูดถึงน่าจะเป็นความต่าง เพราะทิ้งห่างจากความวุ่นวายซึ่งน่าจะทำให้วันพักผ่อนเป็นการพักผ่อนจริง ๆ เป็นที่พักนอนเปิดใหม่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านช้าง ห้องพักเป็นบ้านหลัง ปลูกเป็นเรือนไทย อยู่ริมแม่น้ำลพบุรี ได้ยินแค่คำว่าเรือนไทยก็นึกชอบอยู่ในใจแล้ว ประสาคนที่ชอบบ้านไทยแต่ไม่มีที่ดินกับเงินจะสร้างขึ้นมาเอง ก็เลยหันมาขอเสียงสนับสนุนจากสมาชิกหน้าประจำของครอบครัว ตกลงที่จะแวะไปดูกันสักหน่อย ถ้าไม่ถูกใจอย่างไรหรือสู้ราคาไม่ไหวเดี๋ยวก็ค่อยถอยกลับออกมา

ออกจากหมู่บ้านช้างไปได้ไกลไม่เกิน 3 กม. ก็ถึงแล้ว ทางเดียวกันกับที่จะไปวัดบรมวงศ์ฯ นั่นแหละ แต่เฉียงขวาไปทางสะพานข้ามแม่น้ำลพบุรี ลงสะพานแล้วก็เลี้ยวไปทางซ้าย มีป้ายบอกว่าไปบ้านขยาย ส่วนทางขวาจะไปออกถนนสายเอเชีย เลี้ยวซ้ายแล้วเจอโค้งขวาแรกไม่ต้องเข้าโค้ง แต่ตรงไปตามถนนแยกทางหัวโค้งเดี๋ยวเดียวก็ถึง

เลี้ยวรถเข้าไปแล้วก็เห็นชอบกับตัวสำนักงานที่สร้างเป็นเรือนไทยประยุกต์ ด้านหน้าเป็นแบบชั้นเดียว ด้านหลังปลูกเป็น 2 ชั้น มีสระน้ำเล็ก ๆ อยู่ด้านข้าง ทางขึ้นบันไดสำนักงานมีป้ายบอกชื่อเรือนว่าชื่อ เรือนประภัสสร อยู่ในพื้นที่บ้านหมู่ที่ 6 ตำบลบ้านเกาะ (อำเภอพระนครศรีอยุธยา)

ยังไม่ยอมไปติดต่อห้องพัก แต่ถือโอกาสเดินดูรอบ ๆ สำนักงานก่อน ข้างในตัวบ้านจะเป็นอย่างไร โบราณว่าดูเอาจากหน้าบ้านและห้องรับแขก ก็พอจะเดาเอาเองถึงข้างในได้

บรรยากาศการจัดเรือนของห้องสำนักงานคงพยายามรักษารูปแบบของความเป็นเรือนไทยไว้ แต่ก็ต้องจับเอาเครื่องไม้เครื่องมือ และเฟอร์นิเจอร์ สมัยใหม่ใส่เข้าไป ก็ของพวกนี้ไม่มีคนคิดทำออกแบบให้เป็นไทย ๆ คนไทยสมัยก่อนเคยมีเคยใช้ของพวกนี้ที่ไหน ได้เวลาก็นั่งพื้นนอนพื้น คนสมัยหลังก็เลยต้องใช้ความพยายามมากขึ้นหน่อยที่จะจัดหาของที่ดูใกล้เคียง และเอามาจัดวางให้ดูกลมกลืน

พอติดต่อห้องพักแล้วก็ยังไม่ยอมตกลงเลือกอีก ขอเข้าไปเดินดูเรือนข้างในก่อนที่จะตัดสินใจสักหน่อย ไม่รู้ว่าคนที่นั่นเผลอตัวหลงลมปากไปได้อย่างไร พาเดินดูแถมยังปล่อยให้ถ่ายรูปจนเพลิน ก็เลยพอจะมีภาพประกอบเรื่องเอามาฝากกัน

แต่ละเรือนยังดูใหม่ฟังมาว่าเพิ่งเปิดตัวมาได้ไม่กี่เดือน เชื้อสายคนเมืองอยุธยาทำแล้วก็เลยชอบอะไรที่เป็นไทย ๆ แต่เด็กลูกหลานรุ่นหลัง ๆ ได้ไปเรียนเมืองนอกเมืองนากลับมาบ้าง ก็เลยเอามาผสมผสานไม่ให้เป็นอะไรที่โบราณ ๆ ไปเสียเลยทีเดียว อย่างที่คนรุ่นใหม่ถ้าจะมากับคนรุ่นเก่าก็พอจะรับกันได้ทุกรุ่นทุกวัย

ชื่อเรือนตั้งเป็นชื่อดอกไม้ แรก ๆ นี้ยังมีอยู่สิบกว่าหลัง ชื่อที่พอจะจำมาได้ก็อย่าง พิกุล แสงจันทร์ สุพรรณิการ์ ทองกวาว กันเกรา ลีลาวดี จำปี ปาริชาติ อินทนิล แก้วเจ้าจอม กาสะลอง ปีบทอง ตั้งชื่อเรือนแล้วก็พยายามหาต้นไม้ตามชื่อมาปลูกไว้ที่หน้าเรือน ปลูกแล้วต้นก็มีโตบ้างยังไม่โตบ้าง อีกสักหน่อยถึงหน้าออกดอกก็คงจะทั้งสวยทั้งส่งกลิ่นเสริมบรรยากาศไทย ๆ

เรือนไทยที่พักมีแบบทั้งยกพื้นใต้ถุนสูงและยกพื้นเตี้ย แยกกันอยู่เป็นหลังซึ่งมีความเป็นอิสระจากกัน ไม่ใช่หมู่เรือนไทยที่มีระเบียงทางเดินติดต่อกัน เรื่องการวางตำแหน่งเรือนไทยลักษณะแบบนี้ต้องระวังให้ดี เพราะความสวยแบบเรือนไทยเรานั้น รั้วสูงไปก็ไม่ได้ แต่ละเรือนแน่นชิดกันเกินไปก็ไม่สวย ปลูกเรียงกันเป็นแถวหน้ากระดานก็ไม่สวยอีก เอาเรือนสูงมาบังเรือนเตี้ยก็ยิ่งไม่สวยไปใหญ่ เพราะเรือนไทยจะมองแล้วเห็นสวยต้องมองเห็นได้ทุกมุมแบบเต็มตา

เรือนยกพื้นใต้ถุนสูงดูจะมีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าเรือนเตี้ย ชานเรือนก็ดูกว้างขวาง มีที่นั่งเล่นหรือทำสันทนาการกันมากหน่อย

ในเรือนมีเตียงขนาดใหญ่ปูที่นอนหนานุ่มอยู่เตียงเดียว แต่ก็พอที่จะกระโดดลงไปนอนรวมกันอยู่ได้สัก 3 คน พื้นที่ว่างในเรือนยังเหลือพอที่จะเสริมที่นอนลงไปได้อีก

ถึงในเรือนจะเย็นลมโกรกแบบเรือนไทยแล้ว แต่ถ้าเป็นคนชอบเย็นแบบเครื่องปรับอากาศก็มีไว้ให้ หน้าต่างติดกระจกปิดได้ ถ้าเปิดรับลมก็มีผ้าม่านพรางไว้อีกชั้น

ภายในห้องมีตู้เย็นใส่ขวดน้ำดื่มฟรี กับเครื่องดื่มพร้อมขายไว้ให้บริการ โทรทัศน์เชื่อมต่อสัญญานดาวเทียมลองกดดูแล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมจะต้องมีมากเกินร้อยช่องจนมากความ ยิ่งช่องมากก็เลยกดไปกดมาไม่ได้ดูอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน หรือถ้าตั้งใจจะมาดื่มด่ำหาความสงบในวันพักผ่อนด้วยแล้ว ได้ห่าง ๆ จอโทรทัศน์ไปเสียบ้างก็น่าจะเป็นเรื่องดีต่อสุขภาพจิต นอกจากนี้ก็ยังมีโทรศัพท์ แล้วก็ยังส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตแบบไวไฟมาถึงให้ด้วย คนที่ต้องการใช้ปลั๊กไฟก็ไม่ต้องเป็นกังวล เห็นมีรูเสียบปลั๊กอยู่อย่างน่าจะพอเพียง คนทำที่พักคงจะเป็นคนชอบเสียบปลั๊กไฟชาร์ตนู่นชาร์ตนี่ก็เลยรู้ใจ

ห้องน้ำมีน้ำอุ่นให้อาบ มีสบู่เหลวมีแชมพูแบบกดเติมไว้ให้ใช้ ที่ปลดเปลื้องเป็นแบบชักโครก

ถ้าเป็นเรือนใต้ถุนสูงก็จะมีพื้นที่ใต้ถุนไว้ให้นั่งเล่น หรือจะพักผ่อนนอนเปล แล้วก็มีห้องน้ำข้างล่างไว้ให้อีกห้องหนึ่ง

ส่วนเรือนยกพื้นเตี้ยพื้นที่ใช้สอยก็จะลดน้อยลง แต่ข้างในก็มีอะไรที่เหมือน ๆ กัน ที่นอนเสริมก็พอจะเติมได้สักที่หนึ่ง ที่สำคัญราคาก็จะเบาลงไปด้วย ก็เลยตัดสินใจเลือกเอาห้องพักแบบนี้นี่แหละ

เลือกห้องพักได้แล้วแต่ก็ยังไม่อยากเข้าเก็บตัวอยู่ในห้อง ก็เลยไปเดินเล่นก่อน เห็นศาลาไทยโล่ง ๆ ริมน้ำ มีเก้าอี้ผ้าใบตั้งยั่วให้มานั่งนอนรับลมเย็น ถ้าปวดเมื่อยอยากจะเรียกหมอมานวดคลายแบบแผนไทย ก็ติดต่อขอใช้บริการได้ ถือเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอีกทางหนึ่งเหมือนกัน

ชิงช้าไม้เวลาที่นั่งชมสายน้ำเอื่อย ๆ ที่ไหลระเรื่อย ลองปล่อยอารมณ์และความคิดไปกับสายน้ำก็เพลินดีเหมือนกัน โดยเฉพาะยามเย็นที่ดวงตะวันกำลังจะหล่นหายไปจากฟากท้องฟ้า

ศาลาริมสายน้ำลพบุรี ได้แต่คิดถึงว่าถ้ามากันหลาย ๆ คน แล้วลงไปหาทำกิจกรรมร่วมกันก็น่าจะสนุกครื้นเครงแบบสบาย ๆ ดี

ส่วนนี้เป็นเรือนอาหาร คนเราถึงจะอิ่มสุขกับบรรยากาศ แต่ก็ต้องมีอาหารที่จะทำให้อิ่มท้องด้วยจึงจะครบถ้วนสมบูรณ์ ที่พักดีอาหารก็ควรต้องหน้าตาดีแล้วรสชาติอร่อยด้วย จึงจะครบเซ็ทให้เป็นทางเลือกของแขก

ศาลานั่งพักผ่อนริมลานสนามหญ้า ถ้าจะจัดอาหารมาลงโต๊ะก็เป็นบรรยากาศอีกแบบหนึ่ง

หรือจะขี่จักรยานเที่ยวเล่นก็เป็นการออกแรงเรียกเหงื่อได้

เดินเที่ยวชมภายในบริเวณเพลินจนลืมเวลา นี่ถ้าท้องไม่ร้องเตือนก็คงจะลืมว่าถึงเวลาของมื้ออาหารแล้ว อยากจะกินข้าวแกล้มบรรยากาศ ก็เลยทำเรื่องมากขอให้เขาจัดอาหารให้ที่ศาลาริมน้ำอีกมุมหนึ่ง เขาก็ช่างไม่มากเรื่องยอมทำให้อย่างที่ขอได้เหมือนกัน

หลังมื้ออาหารอาบน้ำแล้วก็ออกมาเดินเล่นดูแสงจันทร์ เป็นอะไรที่เงียบดีจริง ๆ หลุดพ้นออกจากความวุ่นวายจนเหมือนวันเวลาจะผ่านไปเร็วเกินที่อยากจะให้เป็น นี่ถ้าเป็นคืนที่ดวงดาวกับพระจันทร์บนท้องฟ้าส่งยิ้มให้คงจะสวยอร่ามกว่านี้ ว่าแล้วก็เพลินอยู่กับสายน้ำและแสงจันทร์อย่างลืมเวลาจนออกอาการง่วงหาวจึงได้กลับไปนอน

เจอที่นอนนุ่ม ๆ เข้าก็หลับเพลินอีกจนได้ รุ่งเช้าเสียงคนที่เมื่อคืนยังนอนอยู่ข้างเคียงมาปลุก ส่งเสียงว่าพระจะมาแล้ว ที่นี่เขาจัดอาหารใส่ตะกร้าไว้ให้ใส่บาตรพระตอนเช้าด้วย เลยต้องรีบล้างหน้าล้างตาไม่ทันอาบน้ำ ลงไปให้ทันพระที่ลอยเรือมาบิณฑบาตรยามเช้า

มื้อเช้าทำเรื่องมากอีกขอให้จัดโต๊ะที่ได้บรรยากาศโปร่งสบายริมสายน้ำ โดยแกล้งบ่นเบื่อร้านอาหารแบบที่มีหลังคา แต่ก็ยังคงได้รับบริการด้วยรอยยิ้มเหมือนเดิม

แดดกับลมอ่อน ๆ เลยเพลินคว้าไม้แบด (มินตัน) ไปตีเล่นกันกับเจ้าลูกชายที่สนามหญ้า เมื่อยมือเข้าก็เปลี่ยนเป็นขี่จักรยานเล่น เหมือนจะไม่นานแต่ที่ไหนได้เวลาผ่านไปเกือบจะเที่ยงวันแล้ว กลับห้องไปเก็บของขึ้นรถเช็คเอ้าท์ห้องพัก ขอนามบัตรก็เลยเพิ่งจะได้เห็นชื่อเต็ม ๆ ของเขาว่า อโยธารา (Ayodhara) วิลเลจ คงจับเอาคำว่า ธารา มาเล่นเลียนแบบคำ อโยธยา โทรศัพท์ที่จะใช้พูดคุยกันก็เห็นมีเบอร์ 0-3595-0770 กับ 08-1930-0770

ชื่อก็ดูไทย ๆ ดี แต่ต่อท้ายด้วยคำฝรั่งว่า วิลเลจ สมัยก่อนหมู่บ้านไทยถ้าอยู่ที่ดอนก็มักจะเรียกชื่อบ้านขึ้นต้นว่า ดอน ส่วนที่อยู่ริมน้ำก็มักจะเรียกกันว่า บาง ถ้างั้นก็ขอแปลชื่อเรียกให้เป็นไทย ๆ ว่า บางอโยธารา ก็แล้วกัน !!!

ชัยพฤกษ์ / 13 ธันวาคม 2551

Leave a Reply