ล่องลอยไม่เลื่อนลอย สองแง่คิดชีวิตกับเขาสัตว์และตุ่มน้ำบ้านดำนางแล

y8718

บ้านดำนางแลเป็นทั้งบ้านและที่ทำงานของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี หนึ่งในศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของบ้านเรา ถึงแม้วันนี้อาจารย์จะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว แต่พิพิธภัณฑ์บ้านดำ หรือบ้านดำ ก็ยังคงอยู่เป็นมรดกทางศิลปะที่มากด้วยคุณค่าให้ผู้คนได้เข้าไปชื่นชม บ้านดำเป็นพื้นที่อิสระที่แสดงตัวตนที่อยากบอกเล่าของศิลปินผ่านลมหายใจและจิตวิญญาณถึงผู้คน ผู้อยากมาสัมผัสหยั่งรู้กับอภิปรัชญาและสุนทรียศาสตร์ที่งอกงามของชีวิต

y8717

y8716

บ้านดำอยู่ที่ตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย การเดินทางใช้ถนนพหลโยธิน หรือทางหลวงหมายเลข 1 ออกจากตัวเมืองเชียงรายมุ่งหน้าไปทางแม่จัน ช่วงระหว่างหลัก กม.ที่ 942-943 พอเลยจากแยกไฟแดงถนนซ้ายมือเข้ามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายไปประมาณ 1.9 กม. ให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยแยกซ้ายมือ หลายคนเลี้ยวเร็วไปหน่อยก็เลยเข้านนทรีย์รีสอร์ท ต้องเลยไปก่อน ผ่านร้านคอหมูย่างนางแลแล้วก็เตรียมเลี้ยวซ้ายได้ เลี้ยวซ้ายเข้าซอยไปประมาณ 450 เมตร แล้วเลี้ยวซ้ายอีกที ประมาณ 300 เมตรก็ถึงพิพิธภัณฑ์บ้านดำ

y8715

y8714

มาที่นี่มีที่จอดรถให้แบบไม่ต้องเสียเงิน เข้าไปชมก็ไม่ต้องจ่ายเงินตีตั๋ว ปล่อยให้เข้าไปเดินดูได้ตั้งแต่เก้าโมงเช้า ช่วงเที่ยงถึงบ่ายโมงมีพัก แล้วเปิดอีกทีตอนบ่ายโมงไปจนถึงห้าโมงเย็น

y8713

y8712

ชื่อบ้านดำมาจากบ้านหลังต่าง ๆ ที่อยู่ข้างในนี้ส่วนใหญ่จะทาสีดำ มีทั้งอาคารหลังใหญ่หลังเล็กหลังน้อยรวม ๆ กันแล้วก็น่าจะประมาณ 30-40 หลัง ยังไม่รวมห้องน้ำและโรงรถ อยากจะเดินดูให้ครบให้ทั่วก็ควรทำการบ้านหาข้อมูลมาก่อนแล้วเดินไล่ดูเป็นลำดับ ถ้าเดินดูแบบสุ่มไปสุ่มมาก็จะหลุดตรงนู้นเลยตรงนั้น วันที่ไปเจอคนเยอะมาก ต้องคอยหลีกคิวหลบไปถ่ายรูปตรงนู้นทีกลับมาถ่ายตรงนี้ที ก็พอจะเก็บได้ภาพเอามาเล่าแบบมั่วซั่วอยู่พอประมาณ ศิลปะก็ต้องนอกกรอบเหนือกฎเกณฑ์อย่างนี้แหละ

y8711

y8710

เริ่มเดินดูจากด้านหน้าเข้าไป อาคารหลังเล็กอยู่ด้านหน้าเรียกชื่อว่า วิหารเล็ก ถัดลึกเข้าไปหลังใหญ่เบ้อเริ่มเรียกชื่อว่า มหาวิหาร

y8709

y8708

วิหารเล็กไม้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณ 12 ตารางเมตรบนฐานบัว

y8707

y8706

มุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินขอแบบโบราณ

y8705

y8704

บานประตูและหน้าต่างไม้แกะสลัก

y8703

y8702

ข้างในจัดแสดงพระพุทธรูป

y8701

y8700

อาคารไม้ขนาดใหญ่บนฐานปูนเรียกว่า มหาวิหาร หลังคาสามเหลี่ยมลดระดับ 4 ชั้น มุงกระเบื้องดินเผา

y8699

y8698

บานประตูไม้แกะสลัก

y8697

y8696

สูงขึ้นไปใต้โครงหลังคา ข้างบนปราสาทไม้ในมหาวิหารเป็นที่เก็บอัฐิของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี

y8695

y8694

อาจารย์ถวัลย์เสียชีวิตในเดือนเกิดเมื่อ 3 กันยายน 2557 ซึ่งอีกไม่กี่วันก็จะมีอายุครบ 75 ปี และมีการเชิญอัฐิมาบรรจุไว้ที่มหาวิหารแห่งนี้เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2557 ในงานที่เรียกว่า เมือ (กลับ) บ้านดำนางแล

y8693

y8692

ภาพวาดของอาจารย์

y8691

y8690

ภาพและเรื่องราวความคิดถึง

y8689

y8688

บอกเล่าถึงศิลปินผู้ยิ่งใหญ่

y8687

y8686

สิ่งของที่จัดวางอยู่ในมหาวิหาร

y8685

y8684

ได้แต่ดูผิวที่เห็นความสวยงาม

y8683

y8682

แต่ยากที่จะเข้าลึกถึงความหมาย

y8681

y8680

เขาสัตว์ กระดูกสัตว์ และหนังสัตว์ ดูแล้วก็คิดอะไรไม่ออก คิดได้แค่สิ่งที่หนีกันไม่พ้นก็คือความตาย

y8679

y8678

คิดไม่ออกก็คือคิดไม่ออก พยายามทำตัวอย่างที่บนแผ่นกระดาษในมหาวิหารเขียนข้อความของอาจารย์ถวัลย์ไว้ว่า อย่าเสาะแสวงหาความเข้าใจแจ้งในเรื่องราว รูปแบบและเนื้อหา จงรู้สึกและสัมผัสจากดวงจิตไปสู่ดวงจิตโดยไร้คำกล่าว

y8677

y8676

กะโหลกจระเข้ และขนหางจามรี

y8675

y8674

มหาวิหารเป็นอาคารหลังใหญ่ที่สุดของบ้านดำ

y8673

y8672

เดินออกประตูด้านหลังของมหาวิหารก็มาถึงวิหารราม

y8671

y8670

ละแวกนี้มีเรือนอยู่ 4 หลัง หลังคาวิหารรามเป็นทรงสามเหลี่ยมลดระดับ 4 ชั้น

y8669

y8668

เดินดูด้านข้างเห็นมีศิลปะแฝงปรัชญาวางไว้ที่พื้นหญ้า ตัววิหารมีกระจกบานเลื่อน ติดนิสัยชอบส่องเฟสบุ๊คคนอื่นอยู่แล้ว ก็เลยไปส่องดูตรงบานกระจก เห็นข้างในมีพวกขันเงิน เขาสัตว์ และหนังสัตว์

y8667

y8666

ด้านข้างวิหารรามอีกฝั่งหนึ่งมีสวนหินที่ดูคล้าย ๆ กับสวนเซนอยู่เหมือนกัน ข้าง ๆ สวนหินมีเรือไม้ขุดวางอยู่ลำหนึ่ง

y8665

y8664

เรือนหลังข้าว หรือบ้านยุ้งข้าว เป็นเรือนไม้ยกพื้นสูงหลังคามุงไม้แป้นเกล็ด

y8663

y8662

สุขากระบวยลุงแสง อาคารไม้หลังเล็ก ๆ เป็นห้องน้ำที่ใช้จัดแสดงกระบวย ไม่ได้เห็นข้างในเพราะประตูปิดเอาไว้

y8661

y8660

หลังคามุงไม้แป้นเกล็ดด้านบนติดกาแล

y8659

y8658

ข้าง ๆ มหาวิหารมีเรือนโล่ง ๆ น่าจะเคยเป็นโรงรถ รถคงเข้าจอดไม่ได้แล้ว เพราะมีของเก็บอยู่เต็มไปหมด

y8655

y8654

ห้องแต้มสถานที่ที่ใช้สร้างงานศิลปะ

y8653

y8652

เรือนไม้มีช่องกระจกรับแสง หลังคาสูงมุงกระเบื้องดินเผา

y8651

y8650

เป็นเรือนที่ดูสวยแบบเรียบง่าย

y8649

y8648

ใกล้กับห้องแต้มมีกรงสัตว์เลี้ยงที่กรงใหญ่ใส่สัตว์ตัวยาวอย่างงู

y8647

y8646

กรงเล็กใส่นก

y8645

y8644

เรือนนี้หลังคาดูสูงสะดุดตา อยู่ถัดลึกเข้าไปจากห้องแต้ม ไม่รู้ชื่อเรียกของเรือน

y8643

y8642

เรือนไม้พื้นปูน หลังคาลดระดับ 4 ชั้น

y8641

y8640

ด้านข้างเป็นกระจกใสรับแสง

y8639

y8638

แอบส่องของที่อยู่ข้างใน

y8637

y8636

มุมด้านหน้าเรือนมีศาลาโปร่งไม่มีผนัง ใช้เสาไม้ 6 ต้นรองรับโครงหลังคา เรียกชื่อว่าศาลาตะวันออก

y8635

y8634

เลยลึกเข้าไปอีกหน่อยแถว ๆ มุมรั้วของบ้านดำมีห้องน้ำ เรือนหลังนี้ไม่ได้แค่ดู แต่เข้าไปใช้งานด้วย

y8633

y8632

เรือนที่อยู่ข้าง ๆ ห้องแต้มเป็นเรือนไม้สองชั้นสามหลังอยู่ติดกัน

y8631

y8630

เรียกชื่อว่าบ้านดำกาแลเกี่ยวฟ้า ข้างบนเขาห้ามขึ้นไป ดูจากข้างล่างผ่านกระจกห้องชั้นบนเห็นมีพวกอูบเครื่องเขิน

y8629

y8628

ชั้นล่างเปิดโล่งไม่ได้กั้นผนัง ใช้จัดแสดงสิ่งของหลากหลาย

y8627

y8626

ศิลปะบ่อยครั้งที่ดูง่ายแต่เข้าใจยาก จิตอาจจะยังละเอียดไม่พอ

y8625

y8624

สวยแบบโอ่ง

y8623

y8622

พญานาคกับมังกรดูยิ่งใหญ่และสวยงามกันไปคนละแบบ

y8621

y8620

ผามผุกผายดาว อยู่ถัดลึกเข้าไปจากบ้านดำกาแลเกี่ยวฟ้า ผามก็คือคอกหรือที่กั้น

y8619

y8618

กระจกรับแสงอยู่ด้านบน เลยมองไม่เห็นของที่อยู่ข้างใน

y8617

y8616

พยายามเดินให้เป็นวงรอบจะได้ดูถ้วนทั่วไม่หลุดหลง จากผามผุกผายดาวก็เดินเลาะขนานกับรั้วผ่านประตูทางเข้าบ้านดำด้านหลังมาถึงศาลาเงี้ยว หรือบ้านงิ้วเงี้ยว แนวยาวข้างรั้วตรงนี้มีเรือนอยู่ 3 หลังตั้งเรียงกันอยู่ รูปทรงดูคล้าย ๆ กัน

y8615

y8614

สองข้างทางเดินไปบ้านงิ้วเงี้ยวมีเสาไม้หัวสิงห์ตั้งอยู่เป็นแนว หลังคาบ้านงิ้วเงี้ยวเป็นทรงสามเหลี่ยมลดระดับ 3 ชั้น แต่โครงหลังคาไม่ได้เป็นแนวตรงแต่จะโค้ง ๆ หน่อย แบบที่เรียกว่าทรงจอมแห

y8613

y8612

ชื่อเรียกงิ้วเงี้ยว คำงิ้วก็มาจากต้นงิ้วที่ขึ้นอยู่แถวนั้น ส่วนคำเงี้ยวก็หมายถึงไทยใหญ่ ที่ยังสงสัยอยู่กับใจมานานก็เรื่องที่ว่าแล้วงิ้วกับเงี้ยวมาเกี่ยวกันได้อย่างไรและตั้งแต่เมื่อไร ดูอย่างขนมจีนน้ำเงี้ยวตามตำรับก็ต้องใส่เกสรดอกงิ้วตากแห้ง

y8611

y8610

ดูผ่านช่องกระจกได้ไม่ค่อยชัด แต่เห็นข้างในมีเตียงไม้ใหญ่แกะสลัก บนเตียงมีหนังสัตว์วางอยู่ เดาเอาเองจากรูปทรงและสีของหัวสัตว์ที่พอให้เห็นคล้ายเป็นเงาดำตะคุ่มว่าน่าจะเป็นเสือดำ แล้วก็มีอูบสีแดง ๆ วางอยู่ที่พื้นห้อง

y8609

y8608

เรือนที่อยู่ถัดต่อจากบ้านงิ้วเงี้ยว หลังคาจะดูสูงกว่าเพราะทำเป็นหลังคาลดระดับ 4 ชั้น

y8607

y8606

เรียกชื่อว่า ศาลาเครื่องมุกมหัตภัณฑ์

y8605

y8604

ข้างในเห็นมีชุดโต๊ะเก้าอี้มุก บนโต๊ะใหญ่มีหนังสัตว์วางอยู่

y8603

y8602

เรือนถัดมาที่อยู่ติด ๆ กันชื่อ ศาลาพระทองไสยาสน์

y8601

y8600

บานประตูและซุ้มครอบประตูไม้แกะสลัก

y8599

y8598

ข้างในก็มีพระทองไสยาสน์อยู่เหมือนชื่อเรือน

y8597

y8596

ยังวนเวียนอยู่แถว ๆ นั้น แต่ข้ามฟากมาฝั่งตรงข้ามกับบ้านงิ้วเงี้ยว มีเรือนชั้นเดียวหลังเล็ก ๆ เนื้อที่สักประมาณ 6 ตารางเมตรกว่า ๆ ตัวเรือนยกพื้นสูง ตั้งชื่อเรียกว่า หอไตร สนามหน้าเรือนมีสวนหินอยู่ ศิลปะการจัดวางสวนหินทำขึ้นอย่างมีความหมาย หลาย ๆ สวนหินที่นี่กลายเป็นที่กระโดดเล่นของเด็ก ๆ คิดมองบวกก็ว่าเป็นศิลปะที่เด็กสัมผัสแตะต้องได้ วันข้างหน้าก็จะง่ายที่จะเข้าถึงและเข้าใจ

y8595

y8594

บนสันหลังคามีเสาบราลีตั้งเรียงแถว บันไดเรือนทำจากเสาไม้บากร่องตกแต่งด้วยเขาควาย

y8593

y8592

มองไปทางขวามือของหอไตรมีเรือนชั้นเดียวยกพื้นอยู่อีกหลังหนึ่ง สร้างอยู่ในแนวเดียวกันกับบ้านดำกาแลเกี่ยวฟ้า ระหว่างทางที่เดินไปผ่านสวนหินอีกแห่งหนึ่ง สวนหินตรงนี้วางเรียงหินเป็นวงขดก้นหอย มีแท่งหินสูงอยู่ตรงจุดกลาง บ่งบอกความหมายว่าอย่างไรคงจะต้องตีความกันตามสะดวกคิด

y8591

y8589

เรือนนี้ใช้เป็นที่พักของญาติสนิทมิตรสหายตั้งชื่อเรียกว่า หอคำ

y8588

สวนหินรูปทรงสามเหลี่ยมตรงบันไดทางขึ้นหอคำ

y8586

y8585

เดินย้อนกลับมาทางหอไตร ขยับไปทางฝั่งซ้ายมือของหอไตร ด้านหน้าเรือนที่ชื่อศาลาเครื่องมุกมหัตภัณฑ์ มีเรือนศาลาหลังคาสูงลดระดับ 4 ชั้น เรียกว่า ศาลาพระสี่อริยาบถ

y8584

y8583

ภายในศาลาจัดแสดงพระพุทธรูปไม้แกะสลักฝีมือช่างไทยใหญ่ในอริยาบถ นอน นั่ง ยืน และเดิน

y8582

y8581

เดินจากศาลานี้ไปอีกหน่อย อยู่ทางซ้ายมือของหอไตรในแนวเดียวกัน เป็นเรือนที่ดูแปลก เพราะมีขนาดความสูง 3 ชั้น

y8580

y8579

เรือนนี้มีชื่อเรียกว่า บ้านสามชั้น หรือเรือนนอนฤดูหนาว เป็นเรือนแบบ 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ แต่ละชั้นของเรือนมีห้องนอน

y8578

y8577

ข้าวของเครื่องใช้ที่จัดตกแต่งไว้ภายใน

y8576

y8575

เห็นแล้วก็นึกแย้งกับสำนวนไทยที่ว่าคนรักเท่าผืนหนัง ถ้ามีแผ่นหนังเยอะ ๆ แบบนี้ ก็น่าจะโอเคอยู่

y8574

y8573

ใกล้ ๆ กับบ้านสามชั้น มีเรีอนชื่อ ศาลามีดม้างฟ้า ในศาลามีมีดขนาดใหญ่มากอยู่ 2 เล่ม ด้ามมีดขนาดเสาไม้ ใบมีดคดไปคดมาแบบที่เรียกว่าลายคดกริช หรือพดกริช

y8572

y8571

ขยับเข้าไปด้านหลังอีกหน่อยเป็นเรือนคนงาน และห้องน้ำสไตล์ Outdoor ไม่มีหลังคา

y8570

y8569

มาเดินแถวนี้เจออะไรที่ดูท่าว่าจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ยกมือพนมไหว้ไว้ก่อน ขอแค่มาเดินถ่ายรูป หากทำอะไรที่เป็นการล่วงเกินก็ไม่ได้มีเจตนาลบหลู่อะไร

y8568

y8567

เดินไปเดินมาก็เลยไปเจอม้าตัวเป็น ๆ กับต้นไม้ที่มีลูกคล้ายเงาะ ต้นนี้เรียกกันอยู่หลายชื่ออย่าง คำไทย คำแสด คำแฝด และคำเงาะ

y8566

เกือบสุดมุมรั้วด้านหลังยังมีเรือนอยู่อีก 2 หลัง เรือนนี้ชื่อ วงแหวนหว่านล้อมดาวพระเสาร์ อีกเรือนอยู่ถัดเข้าไปด้านหลังชื่อ สุขาวดีในกาบหอย

y8565

y8564

บานประตูไม้แกะสลักของเรือนวงแหวนหว่านล้อมดาวพระเสาร์

y8563

ข้างในเรือนมีเตียงที่ใช้นอน แผ่นไม้แกะสลักรูปลายดาวเพดาน ตกแต่งห้องด้วยเขาและหนังสัตว์

y8562

y8561

ด้านหลังเรือนวงแหวนหว่านล้อมดาวพระเสาร์มีทางเดินเชื่อมต่อไปยังเรือนสุขาวดีในกาบหอยซึ่งใช้เป็นเรือนห้องน้ำ ตกแต่งด้วยหนังสัตว์และเปลือกหอย อยู่ลึกปลายสุดรั้วของบ้านดำ

y8560

เดินย้อนกลับออกมาทางศาลามีดม้างฟ้า เลยถัดไปอีกหน่อยมีอาคารปูนทาสีขาวเรียงเป็นกันเป็นแถวอยู่ 4 หลัง

y8559

y8558

หลังแรกสร้างเป็นอาคารรูปทรงเตารีดประตูทางเข้าทำด้วยเหล็กตั้งชื่อเรียกว่า นอแรดในรุ้งดาว หน้าอาคารมีสวนหินที่เอาหินมากองเป็นเนินรูปวงกลม ในแนวเดียวกันกับสวนหินและอาคาร ยังมีประติมากรรมที่เดาเอาเองว่าน่าจะเป็นปลายหอกกับโล่

y8557

y8556

ข้าวของที่จัดวางอยู่ข้างใน ปูนด้านนอกตัวอาคารนั้นทาสีขาว แต่ปูนด้านในทาด้วยสีดำ

y8555

เท่าที่เห็นความเหมือนกันของหลาย ๆ สิ่งก็คือต่างก็มีความแหลมคมอยู่เหมือน ๆ กัน

y8554

อาคารสีขาวอีก 3 หลังเป็นรูปทรงโดม หรือจะดูว่ารูปทรงคล้ายเตาดินเผาถ่านก็แล้วแต่ตาจะมอง  ต่างกันตรงยอดหลังคาโดมที่อาคารหลังกลางทำยอดติดฉัตรคล้ายเจดีย์ ส่วนอาคารอีกสองข้างหลังคาเป็นเหมือนเจดีย์ปลายตัด

y8553

y8552

หลังแรกเรียกชื่อว่า อูบปรภพ ไปชะโงกดูตรงกระจกช่องแสงเจอตุ๊กตาไม้แกะสลักถึงกับตกใจกับสิ่งที่พุ่งชูอยู่ตรงหน้า

y8551

y8550

ข้างในจัดวางเปลือกหอยและเก้าอี้เขาควายเป็นวงรอบ มีจระเข้อยู่ตรงกลาง

y8549

y8548

หลังกลางที่รูปทรงอาคารคล้ายเจดีย์ยอดฉัตร ชื่อเรียกฟังดูแปลกคือ อูบก๊อกตด หรือหยาดน้ำตาบนแก้มกาลเวลา ชื่อหลังนี้ฟังดูรื่นรมย์กว่า มีปูนปั้นช้างหมอบวางอยู่รอบ ๆ อาคาร และหากมองตรงไปตามแนวทางเดินที่มาสู่ตัวอาคารจะเห็นแนวเสาเขาควายและสวนหิน

y8547

y8546

ช้างหมอบและสวนหิน

y8545

y8544

ในตัวอาคารทาสีขาว จัดวางเก้าอี้เขาควายไว้เป็นวงรอบ ใต้เก้าอี้มีเปลือกหอยวางไว้ ตรงกลางห้องมีจระเข้นอนหันหัวออกไปทางช่องกระจกรับแสง

y8543

y8542

อาคารรูปโดมสีขาวหลังท้ายสุดชื่อ อูบเปลวปล่องฟ้า ผนังอาคารด้านในทาสีขาวด้วยเหมือนกัน ข้างในจัดวางเก้าอี้เขาควายไว้แค่ตัวเดียว ขนาบสองข้างด้วยหอก โดยวางเปลือกหอยและหนังปลากระเบนไว้รอบ ๆ

y8541

ยังมีหนังจระเข้ที่น่าจะตัวผอมบางร่างเล็กอีกผืนหนึ่งวางอยู่ด้วย

y8540

y8539

ด้านหลังอาคารสีขาวรูปทรงเตารีดที่ชื่อนอแรดในรุ้งดาว มีเรือนหอกลองที่ตั้งชื่อเรียกว่า เภรีกัมปนาท

y8538

y8537

นอกจากจัดเก็บกลองเอาไว้อย่างที่เรียกชื่อเรือนแล้ว ก็ยังมีพวกเครื่องจักสานในงานกสิกรรมอีกหลากหลายพวก

y8536

y8535

ข้าง ๆ หอกลองมีอาคารปูนสีดำรูปทรงแปลก ตั้งชื่อเรียกว่า อูบหัวนกกก หรือนกเงือกหัวแรด

y8534

เข้าไปดูข้างในไม่ได้ ต้องใช้แอบส่องเอาตามช่องกระจก

y8533

y8532

เดินย้อนทางผ่านแนวอาคารรูปโดมสีขาวออกมา จากอูบปรภพเดินตรงไปหาเรือนกระจกชั้นเดียว เรือนไม้ชั้นเดียวหลังคาลดระดับ 3 ชั้นมุงไม้แป้นเกล็ด ปลายสันหลังคาติดช่อฟ้า เรียกชื่อว่า เรือนผกายแก้ว

y8531

y8530

ทำได้แค่พอมองเห็นข้างในผ่านกระจกนิด ๆ หน่อย ๆ

y8529

y8528

ถัดมาข้าง ๆ เรือนผกายแก้ว เยื้องคล้อยไปทางด้านหลังเล็กน้อย มีเรือนไม้ชั้นเดียวทรงสามเหลี่ยมยกพื้นสูง

y8527

y8526

ช่องกระจกรับแสงก็ทำเป็นรูปสามเหลี่ยม เรียกชื่อเรือนนี้ว่า บ้านสามเหลี่ยม หรือไตรภูมิ เป็นเรือน 2 ห้องนอน บนเรือนมีแขกพิเศษได้ขึ้นเรือนไปดูข้างใน เป็นได้แค่คนธรรมดาก็เลยทำได้แต่เดินดินเยี่ยม ๆ มอง ๆ อยู่ข้างล่าง

y8525

y8524

กระดูกช้างจัดวางอยู่ใต้ถุนเรือน และสวนหินกับเสาเขาควายที่จัดอยู่ข้าง ๆ เรือน

y8523

เรือนห้องน้ำหมื่นนก อยู่ถัดต่อมาจากบ้านสามเหลี่ยม ใช้เป็นห้องน้ำและห้องอาบน้ำ

y8522

y8521

เดินต่อมาเรื่อย ๆ อีกหน่อยก็เจอเรือนไม้รูปทรงแปลกตาอีกเรือนหนึ่งชื่อ บ้านไซบะหลอด คำว่าบะหลอดเป็นชื่อเรียกไซดักปลาของคนล้านนาที่สานไซมีรูปทรงคล้ายผลไม้ลูกมะหลอด หรือบะหลอด เดินดูได้แต่ด้านนอกเรือน ไม่ได้เห็นว่าข้างในมีอะไรอยู่

y8520

y8519

บริเวณนี้มีสวนหินรูปทรงกลมมีก้อนหินเรียงเป็นรูปสามเหลี่ยม ด้านหนึ่งหันไปทางบ้านไซบะหลอด อีกด้านหนึ่งหันไปทางเรือนที่ชื่อ กึ่งกาลเวลาในกลีบผกา

y8518

y8517

เรือนที่ใช้เก็บสิ่งของหลากหลายมากมายหน้าตา

y8516

y8515

สิ่งของซึ่งเป็นตัวแทนของกาลเวลาและความทรงจำเมื่อวันวาน

y8514

y8513

อีกด้านหนึ่งของก้อนหินเรียงรูปสามเหลี่ยมหันไปทางเรือนชื่อ เชียงทองทาทาบรุ้ง

y8512

y8511

เรือนไม้สองชั้นที่เป็นเหมือนบ้านหลังหนึ่ง

y8510

y8509

เรือนนี้มีครบทั้งห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ห้องอาหาร ห้องครัว ห้องนอน และห้องน้ำ

y8508

y8507

ผนังด้านข้างบางส่วนใส่กระจก ก็เลยพอได้เห็นของที่จัดวางไว้ข้างในเรือนอยู่บ้าง

y8506

y8505

พระพุทธรูปที่จัดวางอยู่ข้างในเรือน

y8504

y8503

ข้างเรือนเชียงทองทาทาบรุ้งยังมีสวนหินอยู่อีกแห่งหนึ่ง

y8502

เดินมาจนเจอสวนหินที่ปักตุงก็เป็นอันว่าเดินเที่ยวมาได้ครบรอบบ้านดำแล้ว ใช้เวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง ไม่ได้ข้ามไปฝั่งบ้านดำแกลเลอรีเพราะหิวข้าวเที่ยงแล้ว คงจะมีอะไรหลุดหลงไปบ้าง แต่ก็คงไม่เดินย้อนไปดูทบทวนอีกรอบ

y8501

เดินล่องลอยอยู่กับความงดงามของศิลปะ แต่ใจไม่เลื่อนลอย เจอเขาก็กระจ่างคิดชีวิตควรละตัวตน หากมีเขาก็ต้องไม่มีฉัน

y8500

เจอตุ่มน้ำยิ่งได้แง่คิดชีวิตก็เหมือนกับตุ่มน้ำ ยิ่งกินก็ยิ่งดูเหมือนตุ่มขึ้นทุกวัน !!!

ชัยพฤกษ์
17 มกราคม 2559